แสดงว่าเจ้มีประสบการณ์ซึ่งรู้ว่าสิ่งไหนควรไม่ควรมาแล้ว ดังนั้นถ้าจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งมันจึงไม่ไช่เรื่องยาก...เพื่อเห็นแก่ชีวิตที่เหลืออยู่ที่จะต้องมีคุณภาพที่ดีขึ้นต่อไป
จึงเริ่มต้นลด นน.อย่างถูกวิธีด้วยการจำกัดอาหารและออกกำลังกายอย่างจริงจัง
ข้อหลังสำคัญมาก เพราะไม่เคยออกกำลังกายอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยในชีวิตที่ผ่านมา
เริ่มเมื่อ ก.พ. 51 เมื่อถึง ก.พ. 52 ลด นน.ลงไปได้เกือบ 10 กก. เฉลี่ยอยู่แถวๆ 8 - 9 กก. เพราะมันสวิงไปมาทุกวัน
เข้าใจดีกับความรู้สึกนี้ มันเกิดขึ้นเพราะระบบการทำงานภายในเริ่มปรับตัวกับอาหารและการออกกำลังกายที่เราปฏิบัติมา มันก็จะนิ่ง พอน้ำหนักเริ่มไม่ลด ก็เริ่มท้อถอย หันมากินตามเดิม แต่เนื่องจากเจ้เคยลดอย่างถูกวิธี มันจึงเด้งกลับขึ้นมาไม่มาก ถ้าลดด้วยวิธีอื่นหนูว่าเจ้อาจจะเด้งกลับไปมากกว่านี้เป็นแน่ ในกลุ่มเพื่อนๆหนู(พันทิป) คนที่ลดความอ้วนจากน้ำหนักเกือบๆ100กิโล จะเกิดเหตุการณ์แบบนี้กันทั้งนั้น เมื่อน้ำหนักลดลงได้ระยะหนึ่งมักจะนิ่ง บางคนท้อแล้วกลับมากิน บางคนเข้าใจและยังคงเดินหน้าต่อไป ตัวหนูเองก็เหมือนกัน ไม่หยุดและไม่ท้อ เพราะเราเข้าใจการทำงานของร่างกาย น้ำหนักหนูไม่ลด แต่เกงเกงหลวมอีกแล้ว...ปฏิบัติการต่อ แต่ผ่อนคลายและเคร่งครัดน้อยลง หย่อนยานมากขึ้น จนเข้าขั้นเหลวไหล
ในที่สุด นน.ก็ไม่ยอมลดลงอีกเลย แถมยังเด้งขึ้นมาอีก 3 - 4 กก. นี่ก็จะวนมาครบรอบปีอีกคราหนึ่งแล้ว
นน.น้อยสุดที่เคยลดลงมาได้ คือ 82.8 กก. เมื่อ ก.พ.52
เริ่มต้นเจ้ต้องเรียนรู้เรื่องอาหารก่อนว่าอะไรให้แคลอรี่เท่าไร และให้สารอาหารอะไร โดยต้องทานให้ครบ 5หมู่ ซึ่งแยกออกเป็นหลักๆคือ คาร์บ 60% โปรตีน30% และไขมัน 1% ผักและผลไม้ก็อยู่ในกลุ่มของคาร์บ ซึ่งหลังจากร่างกายดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้วมันจะแปลงเป็น กลูโคส ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลเข้าไปในอาหารเลย ร่างกายก็จะได้รับกลูโคสที่เพียงพอ หรืออาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำถ้าเราทานผลไม้ในปริมาณที่มากเกิน
โปรตีนได้จากเนื้อสัตว์ต่างๆ แนะนำให้ทานอกไก่ เนื่้อปลา และเต้าหู้ แล้วทานไวตามินเสริมเข้าไปด้วยเช่นเซนทรัม ส่วนไวตามินอื่นๆขึ้นอยู่ที่ประเภทของการออกกำลังกาย
ถ้ามีเวลาว่าง ให้ค้นคว้าหาอ่านข้อมูลตามแหล่งต่างๆ อ่านมากรู้มาก มีแค่คำถามเดียวแต่พอค้นหา เจ้จะได้รับความรู้กลับมาอย่างมากมายเป็นทวีคูณ เหมือนเราเป็นนักเรียนซึ่งจำเป็นจะต้องมีหนังสือด้วย ไม่ไช่นั่งรอให้ครูสอนเข้ามาสอนเพียงอย่างเดียว เพราะครูเองก็เปิดตำราไป สอนไปเช่นเดียวกัน...
การเข้าคลาสลดความอ้วนของคนที่มีน้ำหนักส่วนเกินมากๆ และสะสมไขมันส่วนเกินมานานหลายปี ปลูกฝังพฤติกรรมในการกินที่ผิดๆให้กับตัวเองมาเนิ่นนาน เราจึงจำเป็นต้องให้เวลาแก่ร่างกายได้ปรับตัวด้วยเช่นกัน ตัวอย่าง เจ้ตั้งใจมุ่งมั่นจะออกกำลังกายเริ่มด้วยการวิ่งๆๆๆๆ สุดท้ายก็ต้องล้มเหลวเนื่องจากร่างกายปรับตัวไม่ทัน เราจึงต้องเริ่มจากการเดินเร็วก่อน การลดอาหารก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องค่อยๆลด ค่อยๆตัดทอนลง โดยต้องทำความเข้าใจกับอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายก่อน เจ้ทานหวานขนาดนี้ ถ้าให้ตัดเรื่องของหวานออกหมด หนูให้ 3วันต้องวูบแน่นอน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูงมาก พอถูกตัดทอนให้ลดต่ำลงมากๆจึงเกิดอาการช็อกน้ำตาล หนูเองแค่งดไม่ทานข้าวยังวูบเลย จึงใช้วิธีทานให้น้อยลง มื้อเย็นเคยงดก็มาหิวเอามื้อดึกอีก เพราะเวลาในการทำงานไม่เหมือนชาวบ้านเขา เมื่อต้นปีเช้าทานขนมปัง1แผ่น กลังวันข้าวกล้อง1ทัพี เย็นงดข้าวทานแต่กับ ยังทำไม่ได้เลย ดังนั้นหนูคิดว่าแป้งที่ร่างกายหนูต้องการมันต่ำที่สุดแล้ว ลดลงไม่ได้อีกแล้ว จึงโลวคาร์บตามสูตรอื่นไม่ได้...
อาหารที่อยากจะแนะนำคือ
มื้อเช้า...กล้วยหอม1ผล หรือกล้วยน้ำว้า1-2ผล ขนมปังไม่ทาอะไรเลย1-2แผ่น นมถั่วเหลืองหวานน้อย1กล่อง ต้องมีติดบ้านไว้เลย หรือขนมปังทาเนยถั่วบดก็ได้ผ่ากล้วยวางเป็นแซนวิชหนูชอบมากๆ แต่ถั่วบดนี้ต้องเป็นแบบธรรมชาติ100% นะ ไม่รู้ว่าที่เมืองไทยมีขายหรือเปล่า...
หรือแซนวิชแฮม 1คู่มีผักและมะเขือเทศด้วย เจ้อาจจะซื้อเขาทานไปก่อนก็ได้ถ้าไม่มีเวลาทำ น้ำเต้าหู้1แก้วใส่ถั่ว ลูกเดือย แต่ไม่เติมน้ำตาล ทุกครั้งที่เข้าปากและรู้สึกจืดชืด ให้บอกกับตัวเองว่า ถ้าต้องการผอมก็ต้องกินจืดๆแบบนี้แหละเพราะน้ำตาลไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าลดแล้ววูบเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้ใส่น้ำตาลเทียมนิดหน่อย ที่อเมริกาเขาจะมีสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน...
กลางวัน... แวะซื้อผลไม้ทานก่อนระหว่างรอก๋วยเตี๋ยวและดื่มน้ำเปล่าตาม1แก้ว ก๋วยเตี๋ยวเรือ น้ำตกหมู สั่งชามเดียวก่อน ทานเสร็จดื่มน้ำ นั่งคิดสักครู แล้วถามตัวเองว่าเราอิ่มหรือยัง ถ้ายังก็สั่งต่ออีกชาม เพราะเราจะรู้สึกอิ่มก็หลัง20นาทีไปแล้ว ถ้าคิดว่าต้องสั่งทีเดียวสองชามรวดเนื่องจากไม่มีเวลา หนูว่าหามะละกอ แตงโมมาทานต่อดีกว่า...
มื้อเย็น...กล้วย1ผล ก่อนอาหารแล้วดื่มน้ำ 1แก้ว ปลานึ่ง ปลาเผา แกงส้ม หรือต้มจืด น้ำพริกผักตัม ข้าว1ทัพพีพูนๆ ทุกครั้งที่ลงมือทานต้องตั้งสติว่าเรากำลังจะลดความอ้วนต้องไม่หน้ามืดกินแบบอัดเอายัดเอา หนูเคยมาแล้ว อิอิ..
หนูใช้เวลาปีครึ่งกับการปรับจิตใต้สำนึกและให้เวลาร่างกายได้ค่อยๆปรับตัวไปด้วย บางครั้งใจเราอยากทำแต่ร่างกายเรามันต่อต้าน...
ลดความอ้วนอย่างมีความสุข และต้องมีสุขภาพที่ดีขึ้นไม่ว่าจะที่ร่างกายหรือจิตใจ ดังนั้นเราควรฟังเสียงของร่ายกายเรามากกว่าสิ่งอื่น ยิ่งเจ้เคยเป็นเบาหวานและความดันสูงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของเรา อย่าดันหักโหมเหมือนการออกกำลังกายล่ะ อยากจะไปหาและเห็นเจ้มีสุภาพดีขึ้น ไม่ไช่นอนอยู่บนเตียงเด้อ...




