หน้า 1 จากทั้งหมด 2

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 4:44 pm
โดย nooja
ไม่ได้คลอดเองหรอกนะแต่ไม่เคยเห็นคนที่เป็นแบบนี้มาก่อน
คืออยากรู้ว่าคนที่กินของผิดสำแดงเอาอาการที่รุนแรงนะ
แบบหน้ามืดหรือเป็นลมเคยเห็นแต่อาการของน้องคนนี้น่ากลัว
มากคล้ายๆสติไม่ดีเป็นๆหายๆเพื่อนๆก็เดาสุ่มว่าโดนของบ้าง
หรือผีเข้าบ้างผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ยังไม่มีอะไรคืบหน้ากับหมอที่นี่
อีกอย่างเขาเป็นคนเรียกร้องความสนใจจากสามี แต่ถ้าเขาป่วยจริงๆ
น่าสงสารมาก เคยรู้แต่ว่าเป็นบ้านเราหากคลอดใหม่ๆต้องกินยาต้มยาผง
ตอนนี้หมอโรคจิตรมาดูอาการเขาไม่พูดแล้วหมอจะรู้ไม่เนี๊ยะ ได้แต่เอาใจช่วยเขา

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 4:48 pm
โดย naddyswiss
เอ่อเดี๋ยวนะคะ ของผิดสำแดงนี่คืออะไรอ่ะคะ

คือเพื่อนของคุณเค้าเพิ่งคลอดลูกใช่ไหมคะ

อาการแบบนี้เหมือนจะเคยเป็นหลังคลอดลูกค่ะ

คือเหมือนจะติ๊งต๊องอะไรแบบนี้ อยู่ดีๆก้อร้องไห้

เป็นอาการเศร้าหลังคลอด มักจะเกิดกะคนที่คลอดลูกใหม่ๆ

ยิ่งอยู่ไกลบ้านด้วยแล้วมันเหงาจับใจเลยทีเดียว

ต้องเลี้ยงลูกเอง ไม่มีใครช่วย เหมือนตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกาน่ะค่ะ

อาการเพื่อนคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่าคะ ไม่น่าจะโดนของนะคะ

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 4:59 pm
โดย bunny
ถ้าคนอิสาน เรียกว่าผิดกรรม ว่างั้นนะ ไม่รู้ต้องกินอะไรนะ แต่เค้ามียาแก้

แต่ฝรั่ง เรียก พวกโรคชึมเศร้า บางคนถึงกะฆ่าตัวตายก็มี มันเป็นโรคอย่างหนึ่งนะ

คงจะต้องให้สามี ดูแลดี และช่วยเลี้ยงลูก หรือหาญาติ มาอยู่ด้วย ก็คงจะดีขึ้นคะ

ก็รอคุณแม่ และ พยาบาลที่รู้มาแนะนำแล้วกันคะ ขอให้หายเร็วๆนะคะ

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 5:29 pm
โดย nooja
naddyswiss เขียน: เอ่อเดี๋ยวนะคะ ของผิดสำแดงนี่คืออะไรอ่ะคะ

คือเพื่อนของคุณเค้าเพิ่งคลอดลูกใช่ไหมคะ

อาการแบบนี้เหมือนจะเคยเป็นหลังคลอดลูกค่ะ

คือเหมือนจะติ๊งต๊องอะไรแบบนี้ อยู่ดีๆก้อร้องไห้

เป็นอาการเศร้าหลังคลอด มักจะเกิดกะคนที่คลอดลูกใหม่ๆ

ยิ่งอยู่ไกลบ้านด้วยแล้วมันเหงาจับใจเลยทีเดียว

ต้องเลี้ยงลูกเอง ไม่มีใครช่วย เหมือนตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเอกาน่ะค่ะ

อาการเพื่อนคุณเป็นแบบนี้หรือเปล่าคะ ไม่น่าจะโดนของนะคะ

ใช่เลยที่บอกมาแล้วพอจะรู้มั้ยว่าจะรักษายังไง อีกวันสองวันหากไม่ดี
เขาต้องไปอยู่โรงพยาบาลแล้ว มีข้อมูลพอจะแนะนำเขานิดหน่อยๆ

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 5:38 pm
โดย nooja
bunny เขียน: ถ้าคนอิสาน เรียกว่าผิดกรรม ว่างั้นนะ ไม่รู้ต้องกินอะไรนะ แต่เค้ามียาแก้

แต่ฝรั่ง เรียก พวกโรคชึมเศร้า บางคนถึงกะฆ่าตัวตายก็มี มันเป็นโรคอย่างหนึ่งนะ

คงจะต้องให้สามี ดูแลดี และช่วยเลี้ยงลูก หรือหาญาติ มาอยู่ด้วย ก็คงจะดีขึ้นคะ

ก็รอคุณแม่ และ พยาบาลที่รู้มาแนะนำแล้วกันคะ ขอให้หายเร็วๆนะคะ

ขอบคุณมากค่ะคุณbunnyเขาก็เป็นคนอีสานนะอีกอย่างมีลูกคนที่สอง
มันกลับกันที่คุณบอกเขาไม่ทำร้ายตัวเอง แต่จะทำร้ายคนอื่นๆหมอไม่ให้
อุ้มลูกแล้วตอนนี้อุ้มได้ก็ต้องนั่งเฝ้า

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 5:52 pm
โดย naddyswiss
อาการหนักเหมือนกันนะคะ เพราะตอนโหน่งเป็นแค่คิดเฉยๆว่าอยากพาลูกหนีผัว ไม่รู้ทำไม มันเศร้าของมันเอง

เป็นแต่ไม่ได้บอกใครน่ะค่ะ เพราะตอนนั้นโชคดีที่มีอินเตอร์เน็ตแล้วพ่อกะแม่เค้ามาแชทด้วยทุกวัน

หายเองน่ะค่ะ โหน่งเป็นไม่ค่อยหนักมากค่ะ และมีแม่สามีเค้าช่วยงานบ้านนิดหน่อย

อืมน่าสงสารเค้านะคะหมอไม่ให้อุ้มลูกด้วย ฟังแล้วขนลุกเลย แต่ตอนโหน่งเป็นไม่ถึงขนาดอยากจะทำร้ายคนอื่นน่ะค่ะ

แค่เศร้าและแค่อยากพาลูกหนีแค่นั้นเอง แต่สุดท้ายไม่ได้ทำ เพราะว่าพยายามมีสติ

มีครั้งนึงคลอดแอนดี้ลูกชายคนโตแล้วเราไม่รู้ตัวว่าเราไม่มีนมให้ลูกกิน ลูกกินเท่าไหร่เค้าก้อไม่อิ่มเอาแต่ร้องทั้งวัน

เราก้อคิดว่าลูกเราเลี้ยงยาก คืนนั้นลูกร้องไห้มาก เกือบบีบคอลูกตายค่ะ จริงๆ แบบเข้าใจว่าเนี่ยแหละคืออารมณ์ชั่ววูบที่แม่ฆ่าลูก แต่สติอย่างเดียวค่ะ สติมาก่อนเลยยังไม่ได้หักคอลูกเหอๆๆๆ แล้วเผอิญเด็กมันร้องเหนื่อยหลับไปเอง ถ้างั๊นป่านนี้โหน่งคนติดคุกอยู่น่ะค่ะ

เป็นกำลังใจให้เพื่อนคุณดีขึ้นไวๆนะคะ

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 7:54 pm
โดย nooja
พี่ฟังดูที่น้องโหน่ง(ขอใช้สิทธ์เป็นพี่นะแก่แล้ว)เล่ามาก็น่ากลัวนะมันเกิดจากเครียดจัดเหรอ
พี่เป็นแค่แป็บเดียวคือหงุดหงิดน้ำนมไม่ออก แต่ที่น้องคนนี้เป็นมันหลายๆอย่างไม่รู้มีส่วนมั้ย
พูดไปก็ไม่ดีเขาเป็นเมียเจ้านายของพี่เองแหละก็เลยไม่ได้แนะนำอะไรมากมายแต่ที่ถามมาเราก็พูดในเรื่องความเป็นจริงเนอะ คือตอนที่ยังไม่คลอดเขาหึงสามีม๊ากๆๆๆหึงผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้ว่างั้นเหอะรวมไปถึงกะเทยด้วยไม่ได้พูดเกินนะโดยรวมแล้วก็เครียดเรื่องนี้แล้วมามีลูกอีก
ก็ไม่รู้ว่าจะยังไงเพื่อนๆหลายคนไม่อยากจะยุ่งกลัวเขาแสร้งทำแต่พี่กลัวว่าหากเป็นจริงสงสาร
ลูกที่เกิดมาก็ต้องการความอบอุ่นจากอกแม่ ก็เลยเจือกไปนิดหน่อยบอกให้แฟนเขาพาไปวัดหรือไปรับอากาศภายนอกบ้าน เหมือนน้องโหน่งบอกสติเท่านั้นแต่น้องคนนี้ในความรู้สึกของพี่คงอยากมากก็ได้แต่ให้กำลังใจสามีเขาห่างๆ แถวบ้านพี่ที่กินของผิดแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกินได้บางคนกินไปชักตาค้างก็พวกอาหารนี่แหละ

โพสต์โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 12, 2009 11:21 pm
โดย tewatera
น่าจะเรียกว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด นะคะ
คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกันค่ะ
เก๋ลองหาข้อมูลมาให้อ่าน เผื่อฝากให้เพื่อนคุณ nooja ด้วย
<a href='http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=4338' target='_blank'>อาการซึมเศร้าหลังคลอด</a>

ปล.แอบแซวน้องโหน่ง อาการอยากบีบคอลูกให้ตาย น่าจะมิใช่ซึมเศร้านะออกแนวคลุ้มคลั่งมากกว่า อิอิ
เพราะพี่ก็เป็นจนถึงเดี่ยวนี้ เวลาปีศาจ 2 ตัว (5ขวบ กับ 1 ขวบ) กวนโอ๊ย..

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 13, 2009 3:33 am
โดย นิรินธนา
tewatera เขียน:น่าจะเรียกว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด นะคะ
คุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกันค่ะ
เก๋ลองหาข้อมูลมาให้อ่าน เผื่อฝากให้เพื่อนคุณ nooja ด้วย
<a href='http://www.dmh.go.th/sty_libnews/news/view.asp?id=4338' target='_blank'>อาการซึมเศร้าหลังคลอด</a>

<span style='color:deeppink'>มายกมือว่าเป็นPostpartum Bluesค่ะ อาบน้ำไป น้ำตาก็ไหลเป็นทาง

อาการและสาเหตุุก็ตามทฤษฎีเลยค่ะ

การคลอดลูกเป็น ข่าวดี เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุข
ทั้งครอบครัว สามี พ่อแม่สามี พ่อแม่ตัวเอง และตัวแม่เองก็มีความสุข

ช่วงเวลาที่ถัดไปอีกเล็กน้อย
นอกจากฮอร์โมนในร่างกายของแม่ที่เปลี่ยนแปลง และมีผลกับอารมณ์ความรู้สึกของแม่แล้ว

โจทย์ใหม่คือการเลี้ยงลูกและชีวิตหลังจากนั้น สร้างความกดดันให้กับแม่มือใหม่อย่างมาก
เป็นความเครียดในระดับที่แตกต่างกันไปตามลักษณะพื้นฐานนิสัยเดิมของคนเป็นแม่
และแตกต่างไปตามการดูแลของผู้คนรอบข้าง


แม่หลายคนก็ทำใจ รับสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากคลอดลูก
แต่เมื่อเจอเข้าจริงๆ หลายคนใช้เวลาและความอดทนมากในการตั้งรับ

หลังจากเครียดเพราะต้องระมัดระวังตัวเองและลูกระหว่างตั้งครรภ์แล้ว
ก่อนคลอดก็กลัว เมื่อคลอดแล้วความรู้สึกก็ยังไม่ได้ผ่อนคลายไปมากนัก
ก็ต้องวุ่นวายฉุกละหุกกับการเลี้ยงเจ้าตัวเล็ก เป็นความเครียดที่ต่อเนื่องสะสม


ในรายที่แม่อยู่ กับครอบครัว อยู่ก็พ่อแม่สามี
หรืออยู่กับพ่อแม่ของตัวเองก็อาจจะรู้สึกผ่อนคลายได้มากกว่า
ยังพอจะมีคนช่วยรับช่วงต่อดูแล หรือให้คำปรึกษาเรื่องการดูแลเจ้าตัวเล็กได้
แต่สำหรับแม่ที่แยกครอบครัวมาอยู่กับสามีโดยลำพังแล้ว
ส่วนใหญ่สามีก็ต้องออกไปทำงาน ก็มีแนวโน้มที่จะซึมเศร้าหลังคลอดได้มากกว่า


นี่เลยค่ะ ข้อนี้มีผลกับแม่มือใหม่อย่างตัวเองมากๆ
เพราะตัวเองนี่แม่มาหาแล้วเราก็ท้องพอดี แม่ก็บอกว่าเนี่ยมาไม่ได้จังหวะ
เพราะแม่มาอยู่หกเดือนก็เบื่อมากๆแล้ว พอแม่กลับเราก็ท้องหกเดือนพอดี
ไอ้ครั้นจะให้มาอีกตอนเราคลอดก็สงสาร แม่แบบเบื่อเมืองนอกเมืองนามาก

แม่สามีก็อยู่ไกลกันมาก แถมเค้าก็มาอยู่ตอนเราคลอดได้แค่2อาทิตย์
แล้วเค้าต้องไปทำธุระกิจของเค้า เรางี้Postpartum Bluesรับประทานเลย

ฮอร์โมนในร่างกาย ตัวเองก็เปลี่ยนแล้วส่วนใหญ่ก็มีความกดดันเรื่องการเลี้ยงลูก
รู้สึกว่าทำอะไรไม่ถูก บางคนลูกไม่กินนมหรือบางคนลูกร้องเกร็ง
ก็เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดา

ถ้าเป็นคนปกติ แม่จำนวนหนึ่งจะรับมือกับปัญหาเหล่านี้แบบเฉยๆ
แต่ก็จะมีแม่บางคนที่จะไม่มั่นใจในตัวเอง แล้วเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า รู้สึกหดหู่
รู้สึกว่าไม่เคยต้องทำอะไรอย่างนี้มาก่อน ถ้าไม่มีคนช่วยก็จะรู้สึกว่าตัวเองแบกรับอยู่เพียงคนเดียว


อันนี้ก็ใช่ เพราะตอนลูกคลอดได้เดือนสองเดือน สามีเดินทางบ่อยมากกกกก
แม่มือใหม่อย่างเราน้ำตาไหลเป็นทาง แต่ก็เป็นแป๊ปเดียวค่ะ


อย่างเพื่อนคุณ noojaนี่ ต้องให้คุณหมอหาสาเหตุุดูแล้วล่ะค่ะว่าเกิดจากอะไร
ขอให้เพื่อนคุณ nooja หายจากอาการที่ว่านี้ไวไวนะคะ
ลูกกับแม่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขค่ะ



</span>

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 13, 2009 9:40 am
โดย noi007
หน่อยว่าน่าจะเป็นภาวะเศร้าหลังคลอด เหมือนที่ท่านอื่นๆว่ามานะคะ

กรณีหน่อยตอนที่เพิ่งคลอด มีเรื่องทะเลาะกับสามีได้ทุกวัน อยากกลับเมืองไทยมากตอนนั้น ไม่เอาใครเลยค่ะ พ่อแม่สามี พี่น้องสามี หน่อยทะเลาะเรียบเลย หนักเข้าจนอยากหย่า เตรียมเอกสาร เดินทางกลับ จองตั๋ว คือเอาว่าเลิกแน่ๆ สามีเขาเลยว่าต้องหาอะไรให้หน่อยทำ ไม่งั้นว่างจัด คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ตลอดเวลา

ตอนนั้นพอดีหน่อยได้พยาบาลที่เขามาดูแลเราที่บ้านหลังคลอด เขาก็ถามเราว่าเรามีอาการเครียด หรือเหงามากๆบ้างมั้ย ถ้าหากมีอะไรก็เล่าให้เขาฟังได้เลย อย่าอายที่จะพูด ปัญหาระหว่างสามี ปัญหาต่างๆในครอบครัว หน่อยเองก็ไม่กล้าพูดอะไร เพราะเขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับหน่อย หน่อยเองคงไม่เล่าเรื่องส่วนตัวให้เขาฟังหรอก (หน่อยคิดแบบนั้น)

สุดท้ายคุณพยาบาลก็ต้องนัดเจอแล้วคุยกับสามีหน่อยแทน เราถึงรู้และเข้าใจว่าภาวะที่หน่อยเป็นตอนนั้นเกิดจากฮอโมน และเป็นอาการที่เราเรียกว่า ภาวะเศร้าหลังคลอดนี่หละค่ะ แต่บางคนก็ไม่เป็นนะคะ


หากคุณมีน้ำใจอยากช่วยเพื่อนคนนี้ การบำบัดง่ายเบื้องต้นเลยก็พยามชวนพูดชวนคุย หาอะไรทำ แต่อย่าบอกเขาว่าให้เธอหาอะไรทำนะคะ เพราะเรา(คนที่เศร้า) จะไม่ทำหรือทำแค่สองนาทีก็เลิก แล้วเศร้าต่อ ทางที่ดีคือพยามชวนเขาทำ ทำเป็นเพื่อนกัน ทำอาหารทานกัน ให้เอาใจใส่ที่ตัวเขามากหน่อย ให้เขารู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ แต่อย่าให้เขารู้ว่าเราคิดว่าเขาไม่สบาย

ชวนเขาคุยเรื่องที่เขาอยากคุย ให้เขาได้พูด ได้ระบายออกมา

เท่านี้หน่อยว่า สักไม่เกิน สองอาทิตย์ อาการดีขึ้นแน่ค่ะ

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 13, 2009 3:14 pm
โดย naddyswiss
ใช่ค่ะเค้าน่าจะต้องการเพื่อนเหมือนคุณหน่อยพูด ขนาดคุณหญิงแม่ของโหน่งไม่ได้คลอดลูก แต่ให้มาอยู่สวิสสามเดือนแกยังซึมเศร้าเลย แกบอกอยากหาคนไทยพูดด้วย เพราะเบื่อคุยแต่กะลูกของตนเอง

พี่หนูจ๋าลองทำเหมือนที่คุณหน่อยบอกก้อดีนะคะได้บุญด้วยค่ะ

โพสต์โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 13, 2009 4:48 pm
โดย nooja
เข้ามาขอบคุณ k.tewatera k.นิรินธนา k. noi007
ก่อนอื่่นต้องขอขอบคุณทุกๆคนที่มีน้ำใจช่วยกันแนะนำ
และให้กำลังใจแก่น้องคนที่ป่วยนะคะ อยากทำเหมือนที่
คุณหน่อยแนะนำจัง สำหรับวันนี้แน่ใจแล้วว่าเขาเป็นจริงๆ
ก็อยากจะช่วยเขาในใจนะเติมร้อยแต่ก็ลำบากมากเพราะอยู่ไกลกัน
อีกอย่างตอนนี้ไปอยู่โรงพยาลแล้วคงเป็นหน้าทีของหมอแล้วหละ
และขอบคุณน้องโหน่งอีกครั้งนะ หากมีอะไรคืบหน้าจะมาบอกอีกทีนะ
รู้แต่ว่าเขาเริ่มที่จะไม่รู้จักเพื่อนๆและไม่พูดกับใคร สงสารเขาจับใจช่วยเขาไม่ได้

โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 16, 2009 11:00 am
โดย noi007
nooja เขียน: ...
อีกอย่างตอนนี้ไปอยู่โรงพยาลแล้วคงเป็นหน้าทีของหมอแล้วหละ
.....
รู้แต่ว่าเขาเริ่มที่จะไม่รู้จักเพื่อนๆและไม่พูดกับใคร สงสารเขาจับใจช่วยเขาไม่ได้

คุณคะ ถึงว่าเขาอยู่โรงพยาบาล แล้วแต่อย่าคิดว่าหมอจะช่วยบำบัดเขาได้ดีเท่าเพื่อนเลยค่ะ เพราะหากคุณหมอพูดภาษาไทยไม่ได้ ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ไม่ได้เข้าใจว่ามารยาทความเป็นไทย ฉันไดก็ฉันนั้นหละค่ะ เพราะอาการของโรคต้องการยาใจมากกว่ายาปฏิชีวะนะ นะคะ

ยังไงซะหน่อยว่าคุณก็ไปเยี่ยมเขามั่งนิดหน่อย โทรหานิดหน่อย ตอดนิด ชวนคุยหน่อยให้เขารู้สึกว่าเขามีเราอยู่ใกล้ๆ ให้รู้สึกว่ายังมีใครอยู่กับเขา รักเขา ไม่ได้รักแต่เด็กที่เกิดใหม่ ตัวเขาเองจะทำอย่างไรใหยังเป็นคนที่ทุกคนรักใคร่
ถึงไม่ได้อะไรกลับมาจากเขา แต่หน่อยเชื่อว่าคำว่าเพื่อนที่ดี หน่อยว่าคงได้รับกลับมาอย่างแน่นอนค่ะ

ยังไงหน่อยหวังเหลือเกินว่า เพื่อนของคุณเธอจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบปกตินะคะ
เอาใจช่วยอย่างเต็มที่ค่ะ

โพสต์โพสต์แล้ว: เสาร์ ต.ค. 17, 2009 2:11 pm
โดย nooja
ขอบคุณมากค่ะคุณหน่อยที่เป็นกำลังใจช่วยแนะนำอย่างดียิ่ง
บอกได้คำเดียวตอนนี้พูดได้แต่ว่าน่าสงสาร หมอเขาห้ามเยี่ยม
มีแต่สามีเขาคนเดียวที่เยี่ยมได้ อีกอย่างไปแนะนำให้สามมีเขาว่า
ให้พูดคุยเยอะๆ แต่คนไข้ไม่สนใจเข้าใจเขาเป็นฝรั่งป่วยก็หมอดูแล
แต่เขาไม่เข้าใจว่าภรรยาเขาป่วยหนักต้องรักษาอย่างไร สามีเขามาบอกว่า
เอารูปถ่ายลูกให้ดูก็บอกอือจำได้แต่ไม่มีความเป็นแม่ที่ห่วงลูกเลยภาษาก็ไม่เก่ง
แล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะดีขึ้นก็ได้แต่ภาวนาเช่นกัน
เรื่องนี้ขอปรึกษาต่อจ้าคือรู้มาว่าเริ่มวันแรกที่เขามีอาการเขาเห็นเลือดที่ห้อง
ที่เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ได้สองวันและบอกว่าเคยมีการฆ่ากัน แล้วเขาก็หนีไปอยู่บ้านเพื่อน
ที่ใกล้กันและเห็นเพื่อนแฟนเขาที่เพิ่งตายมาอยู่ที่บ้านด้วยกลัวว่าจะมีคนมาฆ่าแฟนเขา
เห็นและได้ยินว่างั้นเหอะตอนที่เป็นไปอยู่ห้องคนไทยเขาพูดเรียกชื่อหลวงพี่เณรทางอีสาน
ไม่รู้ว่าใครรู้จักหรือเคยได้ยินมาบ้าง พี่คนไทยเขาบอกว่าเริ่มแรกพูดเหมือนเขามีร่างทรง
มาตอนนี้ได้แต่รอเพราะแฟนเขาก็ไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น ฉันฟังหมออย่างเดียว ป่วยก็มีหมอ

โพสต์โพสต์แล้ว: อาทิตย์ ต.ค. 18, 2009 2:58 am
โดย นิรินธนา
nooja เขียน:ตอนนี้พูดได้แต่ว่าน่าสงสาร หมอเขาห้ามเยี่ยม
มีแต่สามีเขาคนเดียวที่เยี่ยมได้ อีกอย่างไปแนะนำให้สามมีเขาว่า
ให้พูดคุยเยอะๆ แต่คนไข้ไม่สนใจเข้าใจเขาเป็นฝรั่งป่วยก็หมอดูแล
แต่เขาไม่เข้าใจว่าภรรยาเขาป่วยหนักต้องรักษาอย่างไร สามีเขามาบอกว่า
เอารูปถ่ายลูกให้ดูก็บอกอือจำได้แต่ไม่มีความเป็นแม่ที่ห่วงลูกเลยภาษาก็ไม่เก่ง
แล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะดีขึ้นก็ได้แต่ภาวนาเช่นกัน 
เรื่องนี้ขอปรึกษาต่อจ้าคือรู้มาว่าเริ่มวันแรกที่เขามีอาการเขาเห็นเลือดที่ห้อง
ที่เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ได้สองวันและบอกว่าเคยมีการฆ่ากัน แล้วเขาก็หนีไปอยู่บ้านเพื่อน
ที่ใกล้กันและเห็นเพื่อนแฟนเขาที่เพิ่งตายมาอยู่ที่บ้านด้วยกลัวว่าจะมีคนมาฆ่าแฟนเขา
เห็นและได้ยินว่างั้นเหอะตอนที่เป็นไปอยู่ห้องคนไทยเขาพูดเรียกชื่อหลวงพี่เณรทางอีสาน
ไม่รู้ว่าใครรู้จักหรือเคยได้ยินมาบ้าง  พี่คนไทยเขาบอกว่าเริ่มแรกพูดเหมือนเขามีร่างทรง
มาตอนนี้ได้แต่รอเพราะแฟนเขาก็ไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น ฉันฟังหมออย่างเดียว ป่วยก็มีหมอ

<span style='color:deeppink'>เข้ามาอ่านต่อ เฮ้อ น่าสงสารจังค่ะ
แล้วที่รพ.เค้ามีบริการจัดหาล่ามที่เป็นคนไทยให้มั้ยคะ

อย่างกรณีเพื่อนคุณnoojaนี่เป็นเรื่องทางจิตเวช
แล้วยังมามีปัญหาทางด้านการสื่อสารอีก

แบบนี้ทางรพ.ต้องใช้บุคคลากรทางการแพทย์กับล่ามคนไทยมาช่วยกัน
ขืนมานั่งใช้ภาษาอื่น รับประกันได้ อีกนานค่ะ
คือการสื่อสารที่ใช้ในการบำบัดทางจิต
คงต้องอาศัยคนไทย ใช้ภาษาไทยช่วยแหละค่ะ พี่ว่าถึงจะดีขึ้นมาไวไว
มาป่วยไข้ไกลบ้านนี่ทรมานใจจริงๆเล้ย


ไงๆคุณnoojaลองคุยกับสามีของเพื่อน
รึเวลาไปเยี่ยมถ้าเราสอบถามทางรพ.ได้ก็ลองถามทางรพ.ดูนะคะ
แต่ละประเทศกฎระเบียบข้อปฏิบัติแตกต่างกันออกไป
แต่เราคนไทยพลัดถิ่นมาไกลบ้าน ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติแหละเนอะ


เคสนี้คงต้องให้ทางคุณหมอหาสาเหตุุุุุุดูเหมือนที่พี่บอกข้างต้นแหละค่ะ
นี่ถ้าเป็นคนที่อยู่ใกล้ๆกันพี่อาสาไปช่วยแล้วเนี่ย
(ภาษาไม่ได้เก่งหรอกค่ะ แต่อาศัยความรู้ที่เรียนมา กับความรู้ด้านภาษาแค่หางอึ่ง)
คิดว่าน่าจะพอช่วยเหลือกันได้


ไงไงก็ฝากส่งกำลังใจไปให้เพื่อนให้หายไวไวนะคะ
</span>