พอกลับมาแล้วก็เลยโทรหาพ่อกับแม่ที่บ้าน ตอนนี้ไม่รู้ว่าท่อน้ำตาแตกหรือเปล่า เพราะร้องไห้ไม่หยุด บอกไม่ถูกความอดทนที่จะทำให้คนอื่นเห็นว่าเราทีหายไปหมด สามีกับพยาบาลตกใจกันใหญ่ เพราะตั้งแต่เริ่มแรกจนกลับมาถึงโรงพยาบาล ลิไม่มีร้องไห้หรือทำหน้าเบื่อให้เห็น พอโทรกลับไทย ร้องไห้เหมือนจะขาดใจ แต่ที่จริงอาจเป็นโล่งใจมากกว่า พอเสร็จก็เลยคุยกับสามีว่าทำอย่างไงดี เพราะว่าตอนแรกว่าหลังคลอดซักสองเดือนจะกลับเมืองไทยเพื่อให้ที่บ้านช่วยดูแล แต่ตอนนี้แผนนี้ต้องเปลี่ยน จะให้แม่มาช่วยหรือไม่อีกอย่างก็ต้องส่งลูกกลับเมืองไทย คือเมลิสสา พอได้ฟังก็เกิดอาการเศร้า แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
พอสามีกลับไป ลิเริ่มบ่อน้ำตาแตกอีกแล้ว คิดแค่ว่าลูกจะต้องกลับเมืองไทย เพราะเป็นอย่างงี้ ร้องไห้ไม่หยุดจนพยาบาลตกใจนึกว่าเจ็บแผล ก็เลยว่าร้องไห้ว่าคิดว่าถ้าแม่ไม่ได้วีซ่า คงต้องลูกไปแน่ๆ เขาก็บอกว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวรัฐบาลต้องช่วย
หลังจากผ่าตัดคลอดลูกได้ประมาณวันที่หก ลิก็เริ่มเดินได้ ที่เดินได้เพราะกลัวว่าถ้าไม่พยายามมันจะเดินไม่ได้เลย ก็แข็งใจเดิน มันทรมานมาก เราก็ต้องพยายาม ลูกลิไม่ต้องเลี้ยงเลย พยาบาลเอาไปช่วยเลี้ยงตลอด พอเดินได้นิดหน่อย ก็พยายามพาลูกเดิน เดินเข้าไปห้องนั่งเล่นของโรงพยาบาล จอดรถลูกติดกับเด็กอีกคน ก็มองว่าเขาคงเพิ่งคลอดมั้ง แต่ที่ไหนได้เขากำลังจะกลับบ้าน มองดูแล้วเหมือนลูกเราตัวใหญ่กว่าเขาสองเท่าได้ ต๊าย เพิ่งรู้ว่าลูกเราตัวใหญ่กว่าเด็กฝรั่งแท้ๆ ซะอีก
อยู่โรงพยาบาลได้ 10 วัน เขาก็ไล่ออกจากโรงพยาบาล 555555 กลับบ้านได้แล้ว ดีใจมาก กลับมาอยู่บ้านอาทำเรื่องขอวีซ่าให้แม่ เสร็จได้รับวีซ่าภายใน 3 วัน ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วพร้อมเดินทาง สามีไปรับแม่ที่สนามบินที่เดนมาร์ก แล้วหลังจากนั้นก็นั่งรถกลับบ้านซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงประมาณ 700 กิโลเมตร ลูกตอนนั้นได้ประมาณ 1 เดือนได้
พอกลับมาบ้าน สามีก็ต้องไปทำงานตามปกติ ลิก็อยู่บ้านกับแม่และลูก แต่เมลิสสาต้องไปเดย์แคร์ ทางเดย์แคร์ก็โทรมาตาม แล้วจะให้ทำอย่างไงเนี้ย ไม่มีคนพาลูกไปส่ง เราก็ต้องขับรถไปส่งลูกเอง รถก็คันใหญ่ ต้องปีนขึ้นไปเอาลูกใส่ที่นั่ง ไปรับไปส่งลูก บอกได้เลยตอนช่วงนั้น ต้องไปหาหมอหลายรอบเพราะแผลอักเสบ เพราะว่าไม่เจียมสังขาร ขับรถพาลูกไปเดย์แคร์ ไหนจะไปซื้อของใช้ในบ้าน พวกอาหารการกินอีก เหอ เหอ เหอ
หลังจากนั้น ดานนี่ได้ประมาณปลายเดือนกันยายนก็เป็นเรื่องเลย ไข้ขึ้นค่ะพี่น้อง นอนให้นมลูกอยู่ในห้องนอน แม่กับเมลิสสาอยู่ห้องรับแขก ไม่มีแรงแม้แต่จะลุกจากที่นอน ร้องเรียกแม่ แม่มาให้หนูหน่อย หนูไม่ไหวแล้ว แม่เขาไม่ได้ยินเพราะเขานอนหลับกลางวันกับเมลิสสา ทำอย่างไงดีละทีเนี้ย โทรศัพท์ก็อยู่ใกล้ตัว พลิกตัวก็ไม่ได้ ลุกขึ้นก็ไม่ไหว ก็ได้แต่ร้องเรียกแม่ ประมาณหนึ่งชั่วโมง แม่ได้ยินเสียงร้อง รีบวิ่งมาดูว่าเป็นอะไร บอกแม่พร้อมน้ำตาว่า หนูขยับตัวไม่ได้เลย หนูหนาวมาก เอาโทรศัพท์มาให้หนูหน่อยซิแม่ แม่วิ่งหาโทรศัพท์แล้วลิก็โทรบอกสามีว่าลิไม่ไหว อีกชั่วโมงกว่าสามีก็กลับมา ตอนนั้นลิเริ่มมีแรงแล้ว เพราะแม่เอายามาให้ทาน
พอสามีมาถึงก็พาลิไปอนามัยประจำหมู่บ้าน หมอตรวจแล้วพาให้น้ำเกลือเลยทันที เรียกรถฉุกเฉินมารับไปโรงพยาบาลแถวเมืองที่อยู่ เพราะตอนนั้นลิไข้ขึ้นสูงเกือบ 40 องศา แต่ก็ยังคอยปลอบใจสามีว่าไม่เป็นไรหรอกนะ ฉันไม่ตายหรอก เดินทางประมาณ 40 นาที ถนนที่ไปก็ต้องปีนเขาไป ดีว่าอากาศวันนั้นดีมาก ไม่งั้นก็คงแย่เลยเพราะถนนมันขึ้นตามเขา
พอถึงโรงพยาบาล อาการหนาวเย็นมันมาอีกแล้ว บอกสามีว่าฉันไม่ไหวแล้ว ทั้งหนาวทั้งปวด ปวดมาก ขอยาพยาบาลทานก่อน พอผ่านพ้นไป 1 ชั่วโมง หมอก็มาดูอาการ ตอนนี้หมอก็จะให้ยา ฉีดยา เพราะว่าแผลตรงเอวมันติดเชื้อ กรรมของเวนอีกแล้ว เขาก็บอกว่าต้องรอดูอาการ บอกได้เลยว่าตอนเป็นนะ มันทรมานมาก เจ็บนมก็เจ็บเพราะลูกไม่ได้กินนม ไหนจะเจ็บแผล หนาวตลอดเวลา ไข้ขึ้นถึง 41 เกือบ 42 องศา เดินไม่ได้ เพราะปวดแผลมากๆ แต่ก็ไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ไม่ร้องโอดโอย ได้แต่ยิ้มรับสภาพ
หลังจากอยู่โรงพยาบาลได้ 2 วัน อาการไม่ดีขึ้น เขาจะทำอย่างไงอาการที่เกิดขึ้นมันก็ไม่หาย หมอประจำตัวเกี่ยวกับไตที่โรงพยาบาลในเมืองหลวงเลยบอกให้ย้ายลิเข้าเมืองหลวง เพราะอาการไม่ปกติแล้ว เขามีเครื่องบินมารับ อาการในวันนั้น คือหนาวเย็นตลอด พลิกตัวไม่ได้เพราะจะปวดท้องอย่างรุนแรง กินอะไรไม่ได้ แม้แต่ดื่มน้ำก็ปวดจนน้ำตาเล็ด พอไปถึงโรงพยาบาล เขาก็พาลิไปพักในห้องเล็กๆ เพื่อรอเวลาไปเอ็กซเรย์ ลิต้องดื่มน้ำ 1 เยีอกใหญ่ๆ เพราะให้มีน้ำเข้าไปในไต บอกได้เลยว่ามันทรมานมาก เดินน้ำแต่กลืนครั้งหนึ่ง มันเหมือนมีเข็มเป็นร้อยเป็นพันเล่มวิ่งผ่านคอเราเข้าไป น้ำตาไหลตลอด บอกพยาบาลที่ดูแลว่าฉันไม่ไหวแล้ว ฉันทรมานเหลือเกิน พยาบาลวิ่งกันตลอดเพราะว่าลิไม่เคยบอกเขาว่าลิเจ็บ แต่ครั้งนี้ลิบอกเขาแสดงว่าเกินกว่าที่เขาคิด เขาเอายาระงับปวดมาฉีดให้ แต่อาการก็ไม่หายไป พยายามกลั่นใจดื่มน้ำให้หมด เพื่อจะได้ไปเอ็กซเรย์ หมอมาตรวจแล้วบอกหน้ากันใหญ่
พอถึงเวลาไปเอ็กซ็ เขาเข็นลิไป แค่เขาขยับเตียงแค่นั้น ลิก็เจ็บแล้ว ทรามานมาก น้ำตาก็ไหลตลอดแต่ก็กัดฟันสู้ พอถึงห้องเอ็กซเรย์ เขาต้องเปลี่ยนเตียง บอกให้เราขยับตัว เราก็บอกว่าฉันขยับไม่ได้ เขาก็มายก แค่นั้นแหละ ทีนี่ร้องไห้แบบมีเสียงเลย เพราะมันเหมือนว่าท้องเรามันจะหลุดของจากตัว พยาบาลเขารีบวิ่งไปเอายามาฉีดให้ 2 เข็ม จนอาการปวดเริ่มบรรเทา



