หน้า 1 จากทั้งหมด 2

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ พ.ค. 09, 2008 8:50 pm
โดย tawud
วันนี้ขอเอาเรื่องตัวเองมาเล่าตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนๆหลายๆคนนะครับ ว่าหลังจากกลับมาจากเมืองไทยจะมาเล่าให้ฟัง สำนวนอาจจะเปลี่ยนไปจากที่เคยคุ้นตานะครับ เพราะเล่าเรื่องขาลงของตัวเองแล้วขำไม่ออกจริงๆ
กราฟชีวิต ลิขิตเอง
กราฟชีวิตซิงลงเหวอย่างไม่ทันตั้งตัวในชั่วเวลาปีที่แล้ว มันน่าจะเริ่มมาจากที่เด็กคนหนึ่งเกิดประทับใจในรูปสวนดอกทิวลิปที่มีขายอยู่ตามตลาดนัดวันเสาร์ใกล้ๆบ้าน แทบทุกเสาร์เด็กคนนั้นจะต้องหาเรื่องเดินผ่านร้านขายโปสเตอร์ร้านนั้นตลอด(ไม่สามารถซื้อเพิ่มได้อีกเพราะห้องนอนไม่มีที่ให้ติดรูปสวนดอกทิวลิปเหลืออีกแล้ว) แอบฝันไปว่าสักวันต้องหาที่ๆนั่นให้เจอ และขอเป็นคนถ่ายรูปสวนสวรรค์แห่งนี้ด้วยตัวเองให้ได้ แล้วก็เหมือนฟ้าไม่เคยลืมคำขอของเด็กคนนั่น การเดินทางมาสวนสวรรค์จริงๆก็มาถึงจนได้ในวันหนึ่ง มันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ มันเป็นภาพประทับใจในอดีตที่ปะทะเข้ากับสถานที่จริงจนแทบแยกไม่ออกว่านี้มันเป็นความจริงหรือ และ ณ ดินแดนแห่งนั้น(หลังจากมาเยือนเป็นครั้งที่ 3)ก็ได้นำพากราฟชีวิตของคนสองคน ต่างคั้วต่างเขตต่างภาษาให้มาเจอกัน ฟังดูมันน่าจะจบลงได้ด้วยดี แต่มันเป็นแค่เพียงการเริ่มต้นขอกราฟชีวิตเส้นนี้เท่านั้นเอง
สามปีที่เส้นกราฟชีวิตของคนสองคนที่ขีดให้ขนานกัน แต่ก็ยังเป็นเส้นคู่ที่ลุ่มๆดอนๆ ยิ่งอยู่ด้วยกันทุกวันก็ยิ่งเห็นจุดเสียของกันและกันตลอด ผมเป็นคนจิตใจดีแต่ไม่ไช่คนดีเสียเสมอไป เข้าก็เป็นคนดีแต่เข้าใจยากเป็นบ้า ผมอยู่บ้านเขามาสามปีแต่ที่นั้นไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นว่าผมมีตัวตนอยู่ในบ้านหลังนั้นเลย ผมเป็นแฟนเขาที่ต้องอยู่ใต้เงาของแฟนเก่าเขาที่เสียชีวิตไป 2 ปีก่อนที่ผมจะเจอกับเขา ทำอะไรก็มีข้อเปรียบเทียบตลอด ของทุกชิ้นที่มีอยู่ที่บ้าน เคยอยู่อย่างไรก่อนหน้าที่แฟนเก่าเขาตายก็ต้องอยู่อย่างเดิมและที่เดิม แม้แต่ห้องทำงานของผม ไม่ใช่ซิมันคือของทำงานเก่าของแฟนเขามากกว่า มีเปียโนตัวใหญ่ตั้งอยู่เต็มห้อง ผมขอให้เขาให้คนอื่นหรือขายไป เขาก็ไม่ยอมบอกว่าเป็นของรุท แล้วยังบอกว่าจะให้ผมไปเรียนเปียโน...ไม่ไช่ไม่อยากเรียนนะ แต่คนมันไม่มีพรสวรรค์ด้านดนตรี เคยเรียนสีซอมาไม่ถึงเดือนก็เลิก พ่อเคยซื้อกีต้าให้ตอนเด็กๆ ก็ต้องทิ้งเหมือนกัน แต่นั้นมันไม่สำคัญหรอกนะว่าผมจะเล่นเปียโนเป็นหรือไม่ มันสำคัญที่ว่า”นี้ผมต้องเล่นเป็นใครหรอ” หลังจากโดนเงาคนตายครอบงำและต้องโดนคนเป็นครอบชีวิตในทุกๆด้านมาสามปี สวรรค์ก็ส่งคนดีมาให้เจอแต่ในฐานะเส้นกราฟเส้นใหม่ที่ขีดมาเพื่อช่วยพยุงเส้นกราฟเส้นที่ดูจะอ่อนแอจนแทบจะไม่พุงไปข้างหน้าหรือข้างบนได้อีกแล้ว เส้นกราฟ 3 เส้นที่ขีดไว้คู่ขนานกัน เส้นแรกขีดไว้ด้านบนเส้นเดี่ยว ส่วนเส้นกลางมีเงาของเส้นใหม่มาช่วยพยุงเอาไว้ บอกแล้วไงว่าผมก็คนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกัน มีโอกาสที่จะทำผิดรีดไปได้บ้าง เมื่อคนใหม่เข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ไม่เคยได้รับจากคนเก่าได้ ความแตกต่าง ข้อเปรียบเทียบนับวันก็ยิ่งชัดขึ้น ความรักและเห็นคุณค่าของตัวเองก็กลับมาอีกครั้ง นับว่าโชคดีที่แฟนใหม่เข้าใจในสถานะภาพของผม(คือผมไม่สามารถทิ้งแฟนเก่าไปได้) จนถึงทุกวันนี้(อยู่ที่นี้มา 6 ปีแล้ว)แฟนเก่าก็ยังไม่รู้เรื่องแฟนใหม่เลย เพราะเขาไม่ไช่มือที่สาม แต่ปัญาหาของเราคือเราเข้ากันไม่ได้จริงๆ ผมอยากเลิกใช้ชีวิตใต้เงาคนตายที่มันจ้องค่อยๆดูดวิญญาณของผมให้สั้นลงไปวันละลมหายใจอย่างแผ้วเบา

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ พ.ค. 09, 2008 8:51 pm
โดย tawud
แล้วปีที่ 5 ก็มาถึง เส้นกราฟสามเส้นก็ยังคงเดินทางขนานคู่กันเหมือนเดิม แต่เส้นบนดูจะกลายเป็นเส้นประ ขณะที่เส้นตรงกลางเริ่มจะเป็นสีชมพูอ่อนชัดขึ้น แต่เส้นล่างก็ยังคงเป็นสีชมพูเข้มที่คอยพยุงเส้นสีชมพูอ่อนอย่างสม่ำเสมอ แฟนเก่าผมเริ่มสุขภาพไม่ดี และนั้นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมทิ้งเขาไม่ได้ บอกแล้วไงว่าผมเป็นคนทำชั่วแต่คิดดี แฟนเก่าผมมีโรคประจำตัวเยอะ และมาจากครอบครัวที่ป่วยกันทั้งบ้าน เขาสูบบุหรี่และดื่มจัด ติดยานอนหลับ ผมแอบคิดว่ามันคงทำให้เขาหลับง่ายโดยไม่ต้องคอยคิดถึงแฟนที่เสียชีวิตไปแล้ว อีกด้านหนึ่งก็ยอมรับในความรักของคนสองคนนี้เหมือนกัน ช่วงหลังเขาป่วยหนักถึงขั้นนอนโรงพยายบาลหลายรอบ
แล้วก็มาถึงวันที่กราฟเส้นสีชมพูอ่อนต้องซิงลงเหวโดยไม่รู้ตัว เช้าวันที่ 1 ม.ค. 2007 ผมกลับบ้านหลังจากไปทำบุฟเฟ่อาหารไทยตอนปีใหม่ เปิดประตูเข้ามาเจอกองเสื้อผ้า “นี่มันเกิดอะไรหรอ” เขาบอกว่าผมต้องออกจากบ้านเขาเพราะเขาไปหาหมอประจำตัวมา หมอบอกว่าผมคือสาเหตุุที่ทำให้เขาป่วย ถ้าผมสามารถอยู่ห่างจากชีวิตเขาได้ชีวิตเขาก็จะมีความสุขมากกว่านี้ “ง่ายจังแงะ”แถมเขาบอกหมอด้วยว่าผมพยายามจะฆ่าเขา พอดีหมอคนนี้เป็นหมอประจำตัวคนใหม่ยังไม่เคยเห็นผม(เนื่องจากแฟนเก่าผมเปลี่ยนหมอมาเยอะมาก จะด้วยเหตุผลอะไรก็ลองนึกกันดูแล้วกันนะ) ผมสูง 158 หนัก 52 กิโล ในขนาดที่เขาสูง 198 หนัก 78 กิโล ใครมันจะฆ่าใครก่อนกันแน่ เขาไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งสิ้น ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้กับคนที่ป่วยจนเป็นบ้า แค่รู้สึกชา รู้สึกไม่มีที่ไป(ไม่อยากไปดึงแฟนใหม่ให้มาเกี่ยว เพราะเขาไม่ใช่สาเหตุุของเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของผมกับคนบ้า)ไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่ แล้วถ้ามี... ไม่มีหัวไว้คิดอะไรเลยสักอย่าง ชีวิตผ่านมา 33 หนาวไม่เคยเจอะเจออะไรแรงอย่างนี้มาก่อน ไกลบ้านพลัดถิ่น แถมไม่มีสัญชาติไทยแล้ว จะทำอย่างไรได้ชีวิตต้องดิ้นไป แต่จะดิ้นไปทางไหนล่ะเมื่อสมองมันกลวง ตามันพร่า ขามันไม่มีแรง วันนั้นจำได้ว่าแม้แต่บ่อน้ำตามันยังชาจนลืมที่จะช่วยหลั่งน้ำตาออกมาเลย(ไม่เห็นเหมือนในละครสักนิด)

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ พ.ค. 09, 2008 8:52 pm
โดย tawud
ออกมาอาศัยบ้านพี่คนไทยที่รู้จักพร้อมกับหาที่อยู่ทั้งทางสำนักงานจัดหาบ้านของทางอำเภอ ซื่งเขาบอกว่าต้องรออย่างน้อย 2 ปี ตอนนั้นผมเดินเข้าเดินออกสำนักงานจัดหาบ้านจนพวกเขาเห็นหน้าผมแล้วเบื่อไปเลย(ไอ้หัวดำรายได้ต่ำมากอีกแล้ว) หาห้องเช่าก็ไม่ได้ อยู่บ้านพี่เขาก็สงสารลูกชายพี่แก(อายุ 5 ขวบน่าจะได้)เพราะผมต้องไปแย้งห้องนอนหลานนอน เครียดมากเพราะไม่รู้จะหันไปไหน พ่อแม่ที่เมืองไทยก็ไม่กล้าบอกกลัวเขาจะวิตก ไม่ได้ติดต่อกันเกีอบ 2 เดือน ปวดใจมาก เคยถึงขั้นคิดว่านี่ถ้าปั่นจักรยานให้รถบรรทุกมันเฉี่ยวคงจะดีนะ ถ้าโชคดีโดนรถทับตายเรื่องทุกอย่างคงจบ ถ้าบังเอิญโชคร้ายแค่พิการทางอำเภอคงช่วยหาบ้านได้เร็วขึ้นแน่ เครียด เครียด และเครียดจนสุขภาพเสียป่วยเป็นหวัดเรื้อรังตามมาด้วย แถมยังปวดฟันกรามที่มาอักเสบกระหน่ำทั้งซี่บนและล่างเอาเวลาที่ดวงตก เคยนั่งปรับทุกข์กับสามีของพี่เขาครั้งหนึ่ง คำพูดของพี่แกช่วยให้ใจชื่นขึ้นมากและยังจำคำนั้นไว้ได้ตลอด “พี่ว่าชีวิตผมมันจะมีทางดีขึ้นไหม?” พี่แกไม่ตอบแต่หันมาถามผมกลับว่า “เคยนั่งฝันเห็นบ้านของตัวเองไหม?” “เคยครับพี่...ผมฝันถึงมันทุกวันเลย ผมเห็นมันชัด โซฟาสีเขียวตั้งอยู่ริมหน้าต่างบานใหญ่ที่มีแดดอุ่นๆส่องถึงทั้งวัน เห็นตัวเองนั่งดื่มกาแฟบนโซฟานุ่มๆตัวนั้น” พี่แกฟังแล้วบอกว่า พี่ว่าไม่นานหรอก เพราะถ้าหากเรามีความฝันและมันไม่เกินตัวโอกาสที่จะทำให้มันเป็นจริงก็เป็นไปได้สูง พี่จะเสียใจด้วยซ้ำถ้าคำตอบของน้องตอบว่า “ไม่มีภาพบ้านในฝันเลยครับพี่” หลังจากนั้นผมก็หาห้องเช่าได้ จริงๆต้องบอกว่าพี่เขาเป็นคนช่วยหาให้ เจ้าของบ้านเป็นคนสุรินัม วันนั้นหลังจากที่ย้ายของเสร็จเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น แทบจะขาดสติเพราะปลายสายคือคนจากสำนักงานจัดหาบ้าน นัดให้ผมไปดูบ้านพร้อมกับสัมภาษณ์อาทิตย์ถัดไป ตอนนั้นลืมความคิดร้ายๆที่จะทำร้ายตัวเองเพื่อหนีอุปสรรค์ไปหมดเลยครับ คิดอย่างเดียวว่าชีวิตเรามันคงจะไม่ต่ำไปกว่านี้อีกแล้วแหละ เพราะแค่นี้มันก็ติดพื้นอยู่แล้วต่อไปนี้คงเป็นขาขึ้นหรือไม่ก็จะพยายามทำให้มันเป็นขาขึ้นให้ได้ วันที่ไปดูบ้าน เป็นแฟลท์มีว่างอยู่สองห้อง ห้องแรกเห็นแล้วก็แค่สวย(สำหรับคนไม่มีที่ซุกหัวนอนแค่นี้ก็เป็นบุญถมแล้ว) แต่ห้องที่สองเห็นแล้วมันมีความรู้สึกว่าห้องนี้เป็นของเรา มันรอเรามาอยู่ แต่วันนั้นมีคนมาสัมภาษณ์ 5 คน เพื่อห้องว่าง 2 ห้อง
แล้วกราฟชีวิตมันก็เริ่มจะโผล่ขึ้นมาจากระดับดินเมื่อผลออกมาว่าผมได้บ้าน และเป็นบ้านหลังที่ผมรัก

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ พ.ค. 09, 2008 8:53 pm
โดย tawud
หนึ่งปีผ่านมาแล้ว กราฟชีวิตเส้นกลางเส้นนี้มันได้พุงขึ้นมา อย่างน้อยก็ถึงจุดเดียวกันกับก่อนที่มันจะตก แต่อย่างหนึ่งที่ดูจะต่างจากเส้นเดิมไป เส้นกราฟชีวิตเส้นนี้มันเข้ม และแข็งขึ้น
การฟชีวิตเส้นที่เคยอยู่ข้างบนมันก็ยังคงอยู่ข้างบนอยู่เช่นเดิม แต่แค่แผนภูมิชีวิตแผ่นนั้นมันมีเส้นกราฟชีวิตขีดไว้แค่เส้นเดียว หลังจากที่ผมได้บ้าน ผมก็ติดต่อกับเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันแค่เพราะความผูกพันหาใช่ความรักไม่ ผมให้อภัยเขาเพื่อความสบายใจของตัวเอง เขาก็ดีกับผมขึ้นมากแต่ก็คงจะไม่มากพอที่ผมจะลากเส้นกราฟชีวิตของผมกลับไปขีดไว้บนแผนภูมิชีวิตแผ่นเดียวกันอีกแล้ว
เส้นกราฟชีวิตเส้นล้าง มันเคยเป็นสีชมพูเข้มและเคยอยู่พยุงเส้นกลางอยู่อย่างไรมันก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ขอบคุณนะสำหรับความสม่ำเสมอและความเข้าใจมาตลอด ตอนนี้ผมคบกับเขาแต่ผมไม่อยากรีบตัดสินใจอยู่ด้วยกัน เพราะประสบการณ์มันสอนมาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ได้กลัวกับการมีชีวิตคู่แต่กลัวการใช้ชีวิตคู่มากกว่า และตอนนี้ก็ตกหลุมรักชีวิตอิสระไปเติมๆแล้ว ต่อจากนี้จะขอเป็นคนเลือกเขียนกราฟชีวิตของตัวเองด้วยเอง คงไม่วาดฝันให้มันไกลเพราะอะไรๆก็เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แม้แต่ตัวเราเอง

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ พ.ค. 09, 2008 11:12 pm
โดย pimlapas
<span style='font-size:14pt;line-height:100%'>เข้ามาจองว่าจะอ่านก่อนนะ ไปเอาลูกน้อยหอยโข่งเข้านอน แล้วจะมาอ่านนะจ๊ะตาวุฒิ</span>

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ พ.ค. 09, 2008 11:52 pm
โดย kuk
กราฟชีวิต ทุกคน มีทั้งขึ้น ทั้งลง มีสูง มีต่ำมีผิดหวัง มีสมหวัง วนเวียนกันไปแบบนี้หละคะ น้องวุฒิ แต่ถ้าเรามีความฝัน ความหวัง ความพยายาม ความมานะมุ่งมั่น เราก็จะดึงกราฟชีวิตที่ตกต่ำ ขึ้นสู่เป้าหมายที่เราต้องการได้
ชีวิตคู่ ถ้าเรามองในด้านดีของอีกฝ่ายก็จะเห็นแต่สิ่งดีงาม เมื่อใช้ชีวิตคู่กันไปเรื่อย ๆ ความเคยชิน เราก็จะเริ่มเห็นสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ในอีกฝ่ายคะ ของพี่ก็ไม่ได้ราบรื่นก็เป็นอย่างที่บอกนะคะ
แต่พี่ก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ น้องวุฒิ ประสบความสำเร็จทั้งในแผนชีวิต และหน้าทีการงานด้วยนะคะ

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 12:22 am
โดย ยายหนู
เข้าใจดี กับชีวิตที่ต้องดิ้นรนและต่อสู้ในต่างแดน หวังว่าสิ่งที่ร้ายๆคงผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปนี้ก็จะมีแต่ความสุข กับบ้านในฝัน ชอบความคิดนี้มาก
"ไม่ได้กลัวกับการมีชีวิตคู่แต่กลัวการใช้ชีวิตคู่มากกว่า" อืม...นั่นซินะ.....

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 3:47 am
โดย Ping
เป็นกำลังใจให้คุณวุฒิคะพี่ขอให้ทุกอย่างผ่านไปต่อไปก็เจอแต่สิ่งที่ดีๆ ไม่มีใครเจอเรื่องดีๆมาตลอดชีวิต(ยกเว้นคนโกหกตัวเองว่าสุข)
พี่ผิง

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 1:53 pm
โดย punnaporn
คนเราทุกคนมีช่วงกราฟชีวิตขึ้นลงทั้งนั้นค่ะ เอี้ยงก็มีช่วงขาลงเหมือนกันตอนนั้นตกงานแฟนทิ้งเครียดมาก แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ แต่ถ้าเราคิดอีกมุมว่าถ้าเราไม่เจอเหตุการณ์นั้นก็คงไม่ทำให้เราเข็มแข็งเหมือนทุกวันนี้ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงขาขึ้นแล้วใช่ไหมพี่วุฒิ

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 4:01 pm
โดย Bonita
ชอบประโยคนี้จังค่ะคุณวุฒิ <span style='color:green'>ต่อจากนี้จะขอเป็นคนเลือกเขียนกราฟชีวิตของตัวเองด้วยตัวเอง คงไม่วาดฝันให้มันไกลเพราะ<span style='color:red'>อะไรๆก็เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ แม้แต่ตัวเราเอง</span></span> เพราะสิ่งที่ผ่านมาแล้วคือบทเรียนสอนใจเรา เพราะเราคงไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว แต่ต่อไปข้างหน้าเราต้องคิด ต้องวางแผนให้ดีก่อนค่ะ ทุกคนมีกราฟชีวิตที่ขึ้นและลงสลับกันไปค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ ทำอะไรก็ได้ที่ใจอยากทำและมีความสุขนะคะ ขอแค่สิ่งที่เราทำนั้น ไม่ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็พอแล้วค่ะ สู้ ๆ นะคะ ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไปค่ะ

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 6:03 pm
โดย tawud
ขอบคุณนะที่เข้ามาอ่านและให้กำลังใจ ตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนแบบเห็นได้ชัด ยิ่งกับเพื่อนๆที่เคยรู้จักผมก่อนหน้านี้จะยิ่งชัดใหญ่ เพราะหน้าตาและอารมณ์มันสดใสขึ้น เมื่อก่อนเวลาออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ผมต้องคอยดูเวลาตลอด กลัวเดี่ยวกลับผิดเวลาแล้วเป็นเรื่อง
อ้าว<span style='color:blue'>พี่พิม</span>ตกลงมาอ่านแล้วหรอยัง
<span style='color:blue'>พี่กุ๊ก</span>ครับ "ความเคยชิน" นั่นเลยที่ผมกลัวและไม่อยากเจอมันอีกแล้วครับ
มันต่างกันจริงๆนะ<span style='color:blue'>ยายหนู</span> ระหว่าง การมีชีวิตคู่ กับ การใช้ชีวิตคู่ ถ้าเลือกได้ขอแค่การมีชีวิตคู่อย่างเดียวได้ไหม555
ครับ<span style='color:blue'>พี่ผิง</span> รับรองผมจะไม่เดินเสี่ยงแบบปิดตาเดินเข้าเขตห้ามอีกแล้วครับ จำจนตาย
คนเราต้องเจอมากับตัวไช่ไหม<span style='color:blue'>เอี้ยง</span> ไม่เจอจริงๆไม่ซึ้งถึงทรวงหรอกเนอะ
ขอบคุณ<span style='color:blue'>คุณเหมียว</span>ด้วยนะที่มาต่อกำลังใจ ใช่คนเราต้องฝันไม่ให้มันเกินตัวแต่อย่าเผยฝันต่ำกว่าตัวนะ เดี่ยวจะโดนข้อหาใฝ่ต่ำ555

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 6:28 pm
โดย มาราตี
มิน่าละ ตาวุฒิหายไปจากครัวช่วงหนึ่ง เพราะเกิดเรื่องเศร้านี่เอง
ดีใจด้วยน่ะคะ่ ที่เจอในสิ่งที่ ที่ทำให้ตาวุฒิมีความสุข และสนุกกับชีวิตอิสระ
โชคดีคะ่

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 6:47 pm
โดย tawud
ถูกเผ่งเลยครับมาราตี อย่างนี้ซิถึงจะเรียกว่าติดตามกันจริง
จริงๆแล้วเรื่องที่เจอมันมีรายละเอียดที่แรงและร้ายกว่าที่เล่าอีกเยอะมากเลยครับแต่คงไม่ถึงขั้นเอาเปลือกทุเรียนตบหน้าหรอกนะ555 ผมไม่อยากกระทบใครให้มากกว่านี้อีกแล้ว เพราะถือว่าเรื่องมันจบไปแล้วไม่อยากทำให้มันเป็นเรื่องใหม่อีก

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 9:06 pm
โดย ainsworth
เขาว่าถ้ายังไม่ตาย ก็ยังต่ำไม่สุด
เป็นกำลังใจให้นะคะ

โพสต์แล้ว:
เสาร์ พ.ค. 10, 2008 10:23 pm
โดย rattikal
ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ไม่ต้องฝืนความรู้สึก แค่นี้ก็มีความสุข
ก็ขอให้ตาวุฒิ เจอแต่สิ่งดี ๆ และประสบความสำเร็จนะคะ