ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว
สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้
ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่
admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user:
sillyfooks
ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
MESSAGE IN A BOTTLE(จบบริบรูณ์)
อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:18 pm
<span style='color:orange'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>บนถนนอันยุ่งเหยิงสายหนึ่งในเมืองเบียดเสียดอยู่กับผู้คนที่มาอยู่
รวมกันตามปกติ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง คนแก่และหนุ่มสาว บ้างก็
แต่งกายในชุดสูท บ้างก็อยู่ในชุดหลวมๆ ตามแบบฉบับของวัยรุ่น
ทุกวันนี้ เขาและเธอเดินดูของตามตู้โชว์หน้าร้านเหมือนกับที่เคย
ทํามาครั้งหนึ่งในการมาเยือนครั้งก่อนๆ ของเขา วั้นนั้นท้องฟ้าใส
กระจ่าง ไม่มีเมฆบนท้องฟ้าเลย และแกเร็ตกําลังเพลิดเพลินกับ
การใช้เวลาในวันนั้นกับเธอ
เธเรซ่าหยุดยืนที่หน้าต่างร้านขายงานงานศิลปะเล็กๆ แล้วถาม
แกเร็ตว่าอยากเข้าไปในร้านหรือเปล่า เขาสั่นศรีษะแล้วพูดว่า
''ตามสบาย ผมจะรอคุณอยู่ที่นี่'' เธเรซ่าถามเขาจนแน่ใจแล้ว
ก้าวเข้าไปในร้าน แกเร็ตยืนอยู่นอกประตูร้าน ผ่อนคลายอยู่ใต้ร่ม
เงาของตึกสูง ในขณะที่หางตาเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่
คุ้นเคย
สิ่งที่เห็นคือผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งกําลังเดินไปตามทางเดินริม
ถนนในระยะที่ห่างไกลออกไปเล็กน้อย ผมสีทองของเธอเคลียบ่า
พอดี
เขากระพริบตา แล้วชําเลืองมองไกลๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น
จึงหันหลังกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ลักษณะการเคลื่อนไหวบาง
อย่างของเธอทําให้เขาเกิดความสนใจ เขาจึงเฝ้ามองเธอในขณะ
ที่เธอเดินจากไปอย่างช้าๆ ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็หยุดเดินแล้ว
เหลียวกันมามองเหมือนกับว่าจําอะไรบางอย่างได้ แกเร็ตรู้สึกว่า
เขากลั้นหายใจอยู่
แคธรีน
มันไม่อาจเป็นไปได้
เขาสั่นศรีษะ ในระยะไกลขนาดนี้เขาไม่อาจบอกได้ว่าเขา
มองผิดไปหรือไม่
เธอเริ่มเดินจากไปอีกครั้ง ในขณะเดียวกับที่แกเร็ตร้อง
เรียกเธอ
''แคธรีน นั่นคุณใช่มั้ย?''
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ยินเสียงเขาที่พูดแทรกเข้ามาท่ามกลาง
เสียงอึกทึกของท้องถนน แกเร็ตเหลียวไปชําเลืองมองและเห็น
เธเรซ่ากําลังเดินดูของอยู่ในร้านไปเรื่อยๆ เมื่อเขามองกลับไปที่
ถนน แคธรีนหรือใครก็ตามที่เธอเป็นกําลังเดินเลี้ยวผ่านมุมตึกไป
เขาออกเดินตรงไปหาเธออย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเริ่มวิ่ง
เหยาะๆ ทางเดินริมถนนเริ่มคับคั่งไปด้วยฝูงชนมากขึ้นในชั่วอึดใจ
ประหนึ่งรถไฟใต้ดินเปิดประตูแล้วมีคนกรูกันออกมาในทันทีทันใด
เขาจึงต้องเดินหลีกไปหลีกมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางฝูงชนก่อนที่
เขาจะไปถึงมุมตึก
เขาเลี้ยวไปยังที่ซึ่งเธอเดินไป
เมื่ออยู่บริเวณมุมตึกนั้น ถนนเริ่มมืดลงเรื่อยๆ จนน่ากลัว
เขาเร่งฝีเท้าขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่มีฝนตกลงมาก่อนเลยแต่เขา
รู้สึกว่าเท้าของเขามีนํ้ากระเซ็นขึ้นมาจากหลุมตามทางเดินที่มี
บนถนนอันยุ่งเหยิงสายหนึ่งในเมืองเบียดเสียดอยู่กับผู้คนที่มาอยู่
รวมกันตามปกติ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง คนแก่และหนุ่มสาว บ้างก็
แต่งกายในชุดสูท บ้างก็อยู่ในชุดหลวมๆ ตามแบบฉบับของวัยรุ่น
ทุกวันนี้ เขาและเธอเดินดูของตามตู้โชว์หน้าร้านเหมือนกับที่เคย
ทํามาครั้งหนึ่งในการมาเยือนครั้งก่อนๆ ของเขา วั้นนั้นท้องฟ้าใส
กระจ่าง ไม่มีเมฆบนท้องฟ้าเลย และแกเร็ตกําลังเพลิดเพลินกับ
การใช้เวลาในวันนั้นกับเธอ
เธเรซ่าหยุดยืนที่หน้าต่างร้านขายงานงานศิลปะเล็กๆ แล้วถาม
แกเร็ตว่าอยากเข้าไปในร้านหรือเปล่า เขาสั่นศรีษะแล้วพูดว่า
''ตามสบาย ผมจะรอคุณอยู่ที่นี่'' เธเรซ่าถามเขาจนแน่ใจแล้ว
ก้าวเข้าไปในร้าน แกเร็ตยืนอยู่นอกประตูร้าน ผ่อนคลายอยู่ใต้ร่ม
เงาของตึกสูง ในขณะที่หางตาเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่
คุ้นเคย
สิ่งที่เห็นคือผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งกําลังเดินไปตามทางเดินริม
ถนนในระยะที่ห่างไกลออกไปเล็กน้อย ผมสีทองของเธอเคลียบ่า
พอดี
เขากระพริบตา แล้วชําเลืองมองไกลๆ อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้น
จึงหันหลังกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ลักษณะการเคลื่อนไหวบาง
อย่างของเธอทําให้เขาเกิดความสนใจ เขาจึงเฝ้ามองเธอในขณะ
ที่เธอเดินจากไปอย่างช้าๆ ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็หยุดเดินแล้ว
เหลียวกันมามองเหมือนกับว่าจําอะไรบางอย่างได้ แกเร็ตรู้สึกว่า
เขากลั้นหายใจอยู่
แคธรีน
มันไม่อาจเป็นไปได้
เขาสั่นศรีษะ ในระยะไกลขนาดนี้เขาไม่อาจบอกได้ว่าเขา
มองผิดไปหรือไม่
เธอเริ่มเดินจากไปอีกครั้ง ในขณะเดียวกับที่แกเร็ตร้อง
เรียกเธอ
''แคธรีน นั่นคุณใช่มั้ย?''
ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ยินเสียงเขาที่พูดแทรกเข้ามาท่ามกลาง
เสียงอึกทึกของท้องถนน แกเร็ตเหลียวไปชําเลืองมองและเห็น
เธเรซ่ากําลังเดินดูของอยู่ในร้านไปเรื่อยๆ เมื่อเขามองกลับไปที่
ถนน แคธรีนหรือใครก็ตามที่เธอเป็นกําลังเดินเลี้ยวผ่านมุมตึกไป
เขาออกเดินตรงไปหาเธออย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงเริ่มวิ่ง
เหยาะๆ ทางเดินริมถนนเริ่มคับคั่งไปด้วยฝูงชนมากขึ้นในชั่วอึดใจ
ประหนึ่งรถไฟใต้ดินเปิดประตูแล้วมีคนกรูกันออกมาในทันทีทันใด
เขาจึงต้องเดินหลีกไปหลีกมาอย่างรวดเร็วท่ามกลางฝูงชนก่อนที่
เขาจะไปถึงมุมตึก
เขาเลี้ยวไปยังที่ซึ่งเธอเดินไป
เมื่ออยู่บริเวณมุมตึกนั้น ถนนเริ่มมืดลงเรื่อยๆ จนน่ากลัว
เขาเร่งฝีเท้าขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่มีฝนตกลงมาก่อนเลยแต่เขา
รู้สึกว่าเท้าของเขามีนํ้ากระเซ็นขึ้นมาจากหลุมตามทางเดินที่มีนํ้า
ขัง เขาหยุดยืนหอบอยู่ชั่วครู่ หัวใจเต้นรัวอยู่ในอก ในขระที่ทํา
เช่นนั้นหมอกเริ่มม้วนตัวเข้ามาแทบจะเหมือนคลื่น และในไม่ช้า
เขาก็ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดไกลออกไปได้เกินกว่าสองสามฟุต
''แคธรีน คุณอยู่ที่นี่รึเปล่า?'' เขาตะโกน ''คุณอยู่ที่ไหน?''
เขาได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากระยะไกล แม้ว่าเขาไม่อาจ
ฟังออกได้อย่างแน่ชัดว่าเสียงนั้นมาจากที่ใด
เขาเริ่มเดินต่อไปอีกครั้งอย่างช้าๆ และได้ยินเสียงหัวเราะ
อีก เป็นเสียงหัวเราะที่มีความสุขเหมือนเด็กๆ เขาหยุดชะงักอยู่
กับที่
''คุณอยู่ไหน?''
เงียบ
เขามองซ้ายมองขวา
ไม่มีอะไรเลย
หมอกหนาขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน ขณะที่ฝนเริ่มตกลงมา
ปรอยๆ เขาออกเดินอีกครั้ง โดยไม่แน่ใจว่าเขากําลังจะไปไหน
มัอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาในหมอก เขาจึงเดินอย่างรวดเร็ว
ไปที่สิ่งนั้น
เธอกําลังเดินหนีห่างออกไปเพียงไม่กี่ฟุตตรงหน้าเขา
ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้วในขณะนั้น แล้วทันใดนั้นทุกอย่างก็
ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปช้าๆ เหมือนภาพสโลว์โมชั่น เขาเริ่ม
วิ่งเหยาะไป...อย่างช้าๆ...อย่างช้าๆ...เขาเห็นเธออยู่ตรงหน้าพอดี...
หมอกเริ่มหนาขึ้นมาในทันทีทันใด...ฝนตกลงมาเป็นสายนํ้าฝักบัว
เขาเห็นเส้นผมเธอแวบหนึ่ง
ครั้นแล้วเธอก็หันหายไป เขาหยุดยืนอีกครั้ง ฝนและม่าน
หมอกทําให้เป็นไปไม่ได้ที่จะมองเห็นเธออีกต่อไป
''คุณอยู่ไหน?'' เขาตะโกนอีกครั้ง
ไม่มีเสียงตอบใดๆ
''คุณอยู่ไหน?'' คราวนี้เขาตะโกนดังขึ้นกว่าเดิม
''ฉันอยู่นี่'' มีเสียงพูดออกมาจากสายฝนและม่านหมอก
เขาเช็ดนํ้าฝนออกจากใบหน้า ''แคธรีนรึเปล่า?...นั่นคุณ
จริงๆใช่มั้ย?''
''ฉันเอง แกเร็ต''
แต่นั่นไม่ใช่เสียงเธอ
เธเรซ่าก้าวออกมาจากม่านหมอก ''ฉันอยู่นี่ค่ะ''
แกเร็ตตื่นขึ้น แล้วลุกนั่งบนเตียงด้วยเหงื่อเปียกชุ่ม เขา
ใช้ผ้าห่มเช็ดหน้า แล้วนั่งอยู่เป็นเวลานานหลังจากนั้น
ต่อมาในวันนั้น แกเร็ตได้พบกับพ่อเขา
''พ่อ ผมคิดว่าผมอยากแต่งงานกับเธอ''
เขาและพ่อกําลังตกปลาอยู่ด้วยกันที่ปลายสะพานท่าเทียบ
เรือพร้อมกับคนอื่นๆ ร่วม 12 คน ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะจมอยู่
ในความคิด เจบเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ
''สองวันก่อนดูเหมือนแกไม่อยากพบเธออีกแล้วนี่''
''นับแต่นั้นมาผมได้ใช้ความคิดมากมาย''
''แกต้องทําเช่นนั้นแน่'' เจบเอ่ยค่อยๆ
เขาสาวสายเบ็ดเข้ามาเพื่อตรวจดูเหยื่อแล้วเหวี่ยงกลับลง
ไปอีกครั้ง แม้เขาจะสงสัยว่าจะจับอะไรที่อยากเก็บไว้ได้หรือเปล่า
แต่ในสายตาของเขาแล้ว การตกปลาก็เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์ที่สุด
อย่างหนึ่งของชีวิต
''แกรักเธอรึเปล่า'' เจบถาม
แกเร็ตมองพ่อเขาด้วยความประหลาดใจ
''แน่นอน ผมรักเธอ ผมเคยบอกเรื่องนั้นกับพ่อมาสองสาม
ครั้งแล้วนะ''
เจบ เบล็กสั่นศรีษะ ''ไม่ แกไม่เคยพูดอย่างนั้น...''
เขาพูดอย่างจริงใจ ''เราคุยเรื่องเกี่ยวกบเธอกันมามาก
แกบอกพ่อว่าเธอทําให้แกมีความสุข แกบอกว่าแกรู้สึกคล้ายกับ
ว่ารู้จักเธอมาก่อน และบอกว่าแกไม่อยากสูญเสียเธอไป แต่แก
ไม่เคยบอกพ่อว่าแกรักเธอเลย''
''มันก็เหมือนกันนั่นแหละ''
''ใช่รึ?''
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านแล้ว บทสนทนาที่เขาพูดคุย
กับพ่อยังคงวนเวียนซํ้าอยู่ในใจเขา
''ใช่รึ?''
''แน่นอน มันใช่'' เขาพูดขึ้นทันที ''และถึงแม้ว่ามันไม่ใช่
ผมรักเธอจริงๆ''
เจบจ้องหน้าลูกชายเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไปใน
ที่สุด ''แกอยากแต่งงานกับเธอรึ?''
''ใช่''
''ทําไม?''
''เพราะว่าผมรักเธอ นั่นคือเหตุผลว่าทําไม นั่นไม่เพียง
พอรึ?''
''อาจจะ''
แกเร็ตสาวสายเบ็ดขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ''พ่อไม่ใช่คน
ซึ่งคิดว่าเราควรแต่งงานกันมาตั้งแต่แรกหรอกหรือ?''
''ใช่''
''งั้นทําไมพ่อถึงได้ตั้งคําถามขึ้นมาในตอนนี้''
''เพราะพ่ออยากแน่ใจว่า แกกําลังทําสิ่งนี้ด้วยเหตุผลที่
ถูกต้อง สองวันก่อนแกยังไม่แน่ใจเลยด้วยซํ้าว่าแกอยากพบเธอ
อีกรึเปล่า ตอนนี้แกพร้อมแล้วสําหรับการแต่งงาน มันเป็นการ
เปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดเลยจริงๆ สําหรับพ่อ พ่อจึงอยาก
แน่ใจว่ามันเป็นเพราะความรู้สึกที่แกมีต่อเธเรซ่า และนั่นไม่มีอะไร
เกี่ยวข้องกับแคธรีน''
การเอ่ยชื่อเธอขึ้นมาเป็นเรื่องทําร้ายจิตใจเขาเล็กน้อย
''แคธรีนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้'' แกเร็ตพูดอย่างรวดเร็ว
เร็ว เขาสั่นศรีษะแล้วถอนหายใจยาว ''พ่อรู้มั้ย บางครั้งผมก็
ไม่เข้าใจพ่อเลย พ่อเฝ้าบอกว่า ผมต้องทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง เฝ้า
บอกว่า ผมต้องหาใครบางคนใหม่ แล้วตอนนี้ผมก็พบแล้ว แต่
ดูเหมือนว่าพ่อกําลังพยายามเกลี้ยกล่อมให้ผมเลิกล้มความคิด''
เจบวางมือที่ไม่ได้ทําอะไรอีกข้างลงบนบ่าแกเร็ต ''พ่อไม่
ได้กําลังเกลี้ยกล่อมอะไรแกทั้งนั้น แกเร็ต พ่อดีใจที่แกพบเธเรซ่า
พ่อดีใจที่แกรักเธอ และใช่แล้ว พ่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แกจะลงเอย
ด้วยการแต่งงานกับเธอ พ่อเพียงแต่พูดว่า ถ้าแกกําลังจะแต่งงาน
แล้วละก็ แกน่าจะทําสิ่งนั้นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง การแต่งงานเป็น
เรื่องระหว่างคนสองคน ไม่ใช่สาม และมันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย
ถ้าแกจะก้าวเข้าไปสู่ชีวิตแต่งงานด้วยเหตุผลอื่น''
เขาต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อตอบ
''พ่อ ผมอยากแต่งงานเพราะผมรักเธอ ผมอยากใช้ชีวิต
ร่วมกับเธอ''
พ่อเขาเฝ้ายืนมองแกเร็ตอยู่เงียบๆ เป็นเวลานาน แล้วเขาก็
พูดอะไรบางอย่างซึ่งทําให้แกเร็ตต้องเบือนหน้าหนี
''งั้นพูดอีกอย่างก็คือ แกกําลังบอกกับพ่อว่าแกเลิกคิดถึง
แคธรีนได้โดยสิ้นเชิงแล้วใช่มั้ย?''
แม้ว่าเขาจะรู้สึกได้ถึงการหยั่งใจด้วยความคาดหวังในสาย
ตาของพ่อเขาที่จ้องมองอยู่ แต่แกเร็ตก็ยังไม่รู้คําตอบ
''คุณเหนื่อยมั้ย?'' แกเร็ตถาม
เขานอนอยู่บนเตียงขระพูดกับเธเรซ่าโดยมีไฟหัวเตียงเปิด
อยู่
''ค่ะ ฉันเพิ่งกลับมาถึงเมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี่เอง เป็นสุด
สัปดาห์ที่ยาวนานมาก''
''มันกลายเป็นเรื่องดีเหมือนกับที่คุณหวังไว้ว่ามันน่าจะเป็น
รึเปล่า?''
''ฉันหวังไว้เช่นนั้นค่ะ ยังไม่มีทางบอกคุณได้จริงๆ ตอนนี้
แต่ฉันได้พบปะผู้คนมากมายซึ่งอาจช่วยเหลือในเรื่องคอลัมน์ของ
ฉันได้ในท้ายที่สุดค่ะ''
''งั้นก็เป็นเรื่องดีที่คุณไป''
''ทั้งดีและไม่ดีค่ะ ตลอดเวลาส่วนใหญ่ฉันอยากไปเยี่ยม
คุณแทน''
เขายิ้ม ''คุณจะไปเยี่ยมพ่อแม่คุณเมื่อไหร่?''
''เช้าวันพุธค่ะ ฉันจะไปจนถึงวันเสาร์''
''พ่อแม่คุณตั้งตารอพบคุณอยู่รึเปล่า?''
''ค่ะ ท่านเฝ้ารออยู่ ท่านไม่ได้พบเควินมาเป็นเวลาเกือบปี
นึงแล้ว และฉันรู้ดีว่าท่านตั้งตารออยู่อย่างจดจ่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆ
เขาเป็นเวลาสองสามวัน''
''ดีแล้ว''
เสียงพูดหยุดไปในช่วงสั้นๆ
''แกเร็ตคะ?''
''ครับ''
เธอพูดอย่างนุ่มนวล
''ฉันแค่อยากให้คุณรู้ว่า ฉันยังคงเสียใจอยู่จริงๆ ในเรื่อง
เกี่ยวกับวันสุดสัปดาห์นี้''
''ผมรู้''
''ให้ฉันชดเชยเรื่องนี้กับคุณได้มั้ย?''
''คุณมีอะไรในใจล่ะ?''
''เอ้อ...คุณขึ้นมาเยี่ยมฉันที่นี่ในวันสุดสัปดาห์หลังวันขอบ
คุณพระเจ้าได้มั้ยคะ?''
''ผมก็คิดไว้อย่างนั้น''
''ดีค่ะ เพราะฉันตั้งใจไว้ให้เป็นสุดสัปดาห์พิเศษเพียงแค่
สําหรับเราสองคนเท่านั้น''
มันเป็นสุดสัปดาห์ที่ทั้งเขาและเธอจะไม่มีวันลืม
เธเรซ่าโทร.หาเขาบ่อยกว่าปกติในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้า
นั้น ปกติแล้วแกเร็ตเป็นคนโทร. แต่ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เขาอยาก
คุยกับเธอ เธอจะรอล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว มีสองครั้งในขณะที่เขา
กําลังเดินไปที่โทรศัพท์เพื่อกดหมายเลขเธอ โทรศัพท์ก็เริ่มดังขึ้น
ก่อนที่เขาจะไปถึง และครั้งที่สองที่เหตุการณ์แบบเดียวกัยเกิดขึ้น
เขาเพียงแค่ตอบรับโทรศัพท์ด้วยคําว่า ''สวัสดี เธเรซ่า'' มันทําให้
เธอประหลาดใจ แล้วทั้งสองก็พูดตลกกันอยู่พักหนึ่งเกี่ยวกับ
ความสามารถในการติดต่อทางจิตของเขา ก่อนที่จะค่อยๆ ล่วง
ไปสู่การสนทนาในเรื่องทั่วๆ ไป
เมื่อเขามาถึงในบอสตันใน 2 สัปดาห์ต่อมา เธเรซ่าไปพบเขา
ที่สนามบิน เธอบอกให้เขาใส่เสื้อผ้าบางอย่างที่ดูโก้เก๋ เขาจึงเดิน
ออกมาจากเครื่องบินด้วยการใส่เสื้อนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็น
เขาใส่มาก่อน
''ว้าว'' เธอพูดเพียงแค่นั้น
เขาขยับเสื้อนอกด้วยความเคอะเขิน ''ผมดูดีมั้ย?''
''คุณดูเยี่ยมเลยค่ะ''
ทั้งสองออกจากสนามบินตรงไปกินอาหารเย็น เธอจองที่
นั่งไว้ที่ภัตตาคารหรูหราที่สุดในเมือง เขาและเธอกินอาหารอัน
แสนอร่ออย่างไม่รีบร้อน แล้วหลังจากนั้นเธเรซ่าก็พาแกเร็ตไปดู
ละครเวทีเรื่อง Les Miserables ซึ่งกําลังเปิดการแสดงอยู่ที่บอสตัน
ในขณะนั้น ตั๋วชมละครขายหมดไปแล้ว แต่เนื่องจากเธเรซ่ารู้จัก
กับผู้จดการเป็นอย่างดี ทั้งสองจึงพบว่าตัวเองได้ที่นั่งในส่วนที่ดี
ที่สุดของโรงละคร
เป็นเวลาดึกแล้วที่ทั้งสองกลับมา และสําหรับแกเร็ตแล้ว
วันต่อมาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ เธเรซ่าพาเขาไปที่
ที่ทํางานเธอและพาเดินดูไปทั่วๆ โดยแนะนําให้รู้จักคนสองสามคน
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ในช่วงบ่ายที่
เหลือ ก่อนที่จะไปพบกับเดียนน่าและไบรอันในเย็นวันนี้เพื่อกิน
อาหารคํ่าที่ร้านแอนโทนี่ ซึ่งเป็นภัตตารคารที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของ
ตึกพูเดนเชียล ทําให้มองเห็นทิวทัศน์อันแสนวิเศษได้ทั่วเมือง
แกเร็ตไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อน
โต๊ะที่เดียนน่าและไบรอันนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ทั้งสองต่าง
ลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อทักทายเขาและเธอ ''คุณจําแกเร็ตที่ไปกิน
อาหารมื้อรวบเช้าเที่ยงด้วยกันได้ใช่มั้ย?'' เธเรซ่าถามโดยพยายาม
ไม่ให้ฟังดูน่าขันจนเกินไป
''แน่นอน ฉันจําได้ ดีจังเลยที่ได้พบคุณอีกค่ะ แกเร็ต''
เดียนน่าพูดแล้วโน้มตัวไปกอดเร็วๆ แล้วจูบแก้ม ''ฉันขอโทษ
นะคะที่บังคับให้เธเรซ่าไปกับฉันเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ฉันหวังว่า
คุณคงไม่เข้มงวดกับเธอมากเกินไปนะคะ''
''ไม่เป็นไรครับ'' เขาพูดแล้วผงกศรีษะอย่างเป็นทางการ
''ฉันดีใจค่ะ เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ฉันคิดว่ามัน
คุ้มค่า''
แกเร็ตมองเธอด้วยความอยากรู้ เธเรซ่าโน้มตัวเข้ามาแล้ว
ถามว่า'' เธอหมายความว่าอะไรเดียนน่า?''
ดวงตาเดียนน่าเปล่งประกาย ''เมื่อวานนี้ฉันได้รับข่าวดี
บางอย่างหลังจากที่เธอไปแล้ว''
''ข่าวดีอะไร?'' เธเรซ่าถาม
''คือว่า'' เธอพูดอย่างใจเย็น ''ฉันได้คุยกับแดน แมนเดล
หัวหน้าบริษัทมีเดีย อินฟอร์มเมชั่น จํากัด เป็นเวลาประมาณ 20
นาที หรือราวๆ นั้น มันกลายเป็นว่าเขาประทับใจในตัวเธอมาก
เขาชอบวิธีที่เธอจัดการตัวเองในเรื่องงาน และคิดว่าเธอคือมือ
อาชีพจริงๆ และที่ดียิ่งไปกว่าอะไรทั้งหมดคือ...''
เดียนน่าหยุดพูดขึ้นมากะทันหัน แล้วพยายามอย่างที่สุด
ที่จะกลบเกลือนรอยยิ้มไว้
''อะไรล่ะ?''
''เขาจะนําบทความของเธอไปตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งในหนังสือ
พิมพ์ทุกฉบับของเขา เริ่มเดือนมกราคม''
เธเรซ่ายกมือขึ้นปิดปากเธอไว้เพื่อกลบเสียงกรี๊ด แต่มันก็
ยังดังพอที่คนซึ่งนั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ จะหันมามอง เธอตรงเข้าไปเบียด
ตัวติดกับเดียนน่าแล้วพูดคุยกันอย่างรวดเร็ว แกเร็ตก้าวถอยออก
มาเล็กน้อย
''เธอล้อเล่นแน่ๆ'' เธเรซ่าพูดตะโกนออกมาด้วยความไม่เชื่อ
เดียนน่าสั่นศรีษะแล้วยิ้มกว้าง ''ไม่ ฉันกําลังบอกเธอใน
สิ่งที่เขาบอกกับฉันมา เขาต้องการคุยกับเธออีกครั้งวันอังคาร ฉัน
จึงจัดให้มีการประชุมทางโทรศัพท์ขึ้นเวลา 10 โมงเช้า''
''เธอแน่ใจเรื่องนี้นะ? เขาต้องการบทความของฉันเหรอ?''
''แน่นอน ฉันส่งแฟ็กซ์สรุปผลงานด้านสื่อของเธอไปให้เขา
พร้อมกับบทความของเธอจํานวนหนึ่งแล้วเขาก็โทร.มาหาฉัน เขา
ต้องการเธอ ไม่ต้องสงสัยในเรื่องนั้นเลย มันเป็นสิ่งที่เขาตัดสินใจ
ไปแล้ว''
''ฉันไม่อยากเชื่อเลย''
''เชื่อเถอะ แล้วฉันยังได้ยินข่าวผ่านคนที่พูดต่อๆ กันมา
ด้วยว่า คนอื่นอีกสองสามคนก็สนใจด้วยเหมือนกัน''
''โอ้ เดียนน่า...!''
เธเรซ่าโน้มตัวลงไปแล้วผลุนผลันกอดเดียนน่าไว้ด้วยความ
ตื่นเต้นที่ฉายฉานอยู่บนใบหน้าเธอ
ไบรอันใช้ข้อศอกกระทุ้งแกเร็ตเบาๆ
''ข่าวเยี่ยมเลย ใช่มั้ย?''
แกเร็ตต้องใช้เวลาครู่หนึ่งที่จะตอบ
''ใช่ครับ...เยี่ยมเลย''
หลังจากการกินอาหารคํ่ายุติลงแล้ว เดียนน่าจึงสั่ง
แชมเปญมาหนึ่งขวดแล้วดื่มฉลองเพื่อแสดงความยินดีให้เธเรซ่า
สําหรับอนาคตอันสดใสของเธอ ทั้งเธเรซ่าและเดียนน่าคุยกันสอง
คนไม่หยุดหย่อนตลอดช่วงคํ่าที่เหลือ แกเร็ตนั่งเงียบโดยไม่รู้จริงๆ
ว่าจะพูดอะไรเพิ่มเติม ไบรอันโน้มตัวมาที่แกเร็ตเหมือนกับจะรู้สึก
ได้ถึงความอึดอัดใจของเขา
''พวกเธอเหมือนเด็กนักเรียนหญิงใช่มั้ยล่ะ? เดียนน่าเดิน
พล่านไปรอบบ้านทั้งวันเพียงเพื่อรอที่จะบอกเธอ''
''ผมเพียงแค่อยากเข้าใจเรื่องทั้งหมดดีขึ้นอีกเล็กน้อยเท่า
นั้นเอง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะพูดอะไร''
ไบรอันยกแก้วขึ้นดื่ม แล้วสั่นศรีษะ ถ้อยคําที่เขาพูดออกมา
อ้อแอ้เล็กน้อย
''อย่ากังวลเรื่องนั้นเลย แม้ว่าคุณจะเข้าใจจริงๆ บางทีคุณ
ก็อาจจะไม่มีโอกาสได้พูดเลยก็ได้ พวกเธอคุยกันแบบนี้ตลอด</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:19 pm
<span style='color:gray'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>เวลา ถ้าผมไม่รู้จักพวกเธอดีกว่านี้ ผมสาบานได้เลยว่าพวกเธอ
ต้องเป็นคู่แฝดกันในอดีตชาติ''
แกเร็ตชําเลืองมองข้ามฟากโต๊ะไปยังเธเรซ่าและเดียนน่า
''คูณอาจพูดถูกก็ได้''
''อีกอย่าง'' ไบรอันพูดเสริม ''คุณจะเข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้นเมื่อ
คุณใช้ชีวิตอยู่กับมันทั้งวัน หลังจากนั้นพักนึงคุณก็จะเข้าใจมัน
แทบจะดีเท่าๆ กับที่พวกเธอทําอยู่เลย ผมรู้ดี ผมก็เป็นแบบนั้น
คําพูดนั้นไม่ได้จางไปจากใจเขาเลย เมื่อคุณใช้ชีวิตอยู่กับ
มันทั้งวัน?
เมื่อแกเร็ตไม่ตอบ ไบรอันจึงเปลี่ยนเรื่องคุย ''แล้วคุณจะ
พักอยู่นานแค่ไหนล่ะ?''
''จนถึงคืนพรึ่งนี้''
ไบรอันผงกศรีษะ ''มันลําบากนะที่ไม่ได้พบกันบ่อยนัก ใช่
มั้ย?''
''เป็นบางครั้ง''
''ผมนึกภาพได้เลย ผมรู้ดีว่าเธเรซ่าก็ต้องรู้สึกเสียใจในเรื่อง
นั้นบ้างเป็นครั้งคราว''
เธเรซ่ายิ้มให้แกเร็ตจากโต๊ะฟากตรงข้าม ''คุณสองคนคุย
เรื่องอะไรกันอยู่ตรงนั้นคะ?'' เธอถามอย่างร่าเริง
''ก็เรื่องโน้น เรื่องนี้'' ไบรอันพูด ''ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องโชค
ดีของเธอนั่นแหละ''
แกเร็ตผงกศรีษะนิดหนึ่งโดยไม่ตอบอะไร เธเรซ่าเฝ้าสังเกต
ดูในขณะที่เขาขยับอยู่บนที่นั่งและเห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกอึดอัดใจ
แม้เธอจะไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใด แต่เธอก็รู้สึกงุนงงในเรื่องนั้น
''คืนนี้ดูคุณออกเงียบไปนะคะ'' เธเรซ่าถาม
ทั้งสองกลับเข้ามาในห้องของเธอและกําลังนั่งอยู่บนโซฟา
โดยมีเสียงคลอเบาๆ จากวิทยุ
''ผมคิดว่าผมคงไม่มีเรื่องอะไรที่จะพูดมาหนัก''
เธอจับมือเขาไว้แล้วพูดเบาๆ ว่า ''ฉันดีใจค่ะ ที่คุณอยู่กับ
ฉันเมื่อเดียนน่าบอกข่าวนั้นแก่ฉัน''
''ผมมีความสุขไปกับคุณด้วย เธเรซ่า ผมรู้ดีว่ามันมีความ
หมายกับคุณมาก''
เธอยิ้มอย่างไม่แน่ใจ และเปลี่ยนเรื่องคุยโดยถามว่า ''คุณ
คุยกับไบรอันสนุกมั้ยคะ?''
''ครับ...เขาเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย'' เขาหยุดพูด ''แต่ผม
ไม่เก่งมากนักเวลาอยู่ในกลุ่มคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผมเป็น
คนประเภทที่อยู่นอกแวดวงสนทนา ผมเพียงแต่...'' เขาหยุดพูด
แล้วใคร่ครวญว่าเขาควรจะพูดอย่างอื่นหรือเปล่า แล้วเขาก็ตัดสิน
ใจไม่พูด
''อะไรคะ?''
เขาสั่นศรีษะ ''ไม่มีอะไร''
''ไม่จริง คุณกําลังจะพูดอะไร''
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาจึงตอบโดยเลือกใช้ถ้อยคําอย่าง
ระมัดระวัง
''ผมเพียงแค่กําลังจะพูดว่า ตลอดสุดสัปดาห์นี้เป็นเรื่อง
แปลกสําหรับผม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงละคร อาหารคํ่าราคาแพง
ไปข้างนอกกับเพื่อนคุณ..'' เขายักไหล่
''นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมหวังไว้''
''คุณไม่สนุกรึไง?''
เขาใช้มือเสยผมไปข้างหลังและดูอึดอัดใจขึ้นมาอีกครั้ง
''มันไม่ใช่ว่าผมไม่สนุก มันเพียงแต่...'' เขายักไหล่ ''มันไม่ใช่
ตัวผม ไม่มีอะไรในเรื่องทั้งหมดนี้เลยที่เป็นสิ่งซึ่งผมทําในชีวิตปกติ
ธรรมดา''
''นั่นคือเหตุผลว่าทําไมฉันจึงวางแผนสุดสัปดาห์นี้ไว้เหมือน
กับที่ฉันได้ทําไปไงคะ ฉันต้องการแนะนําคุณมาสู่สิ่งใหม่ๆ''
''ทําไมล่ะ''
''ด้วยเหตุผลเดียวกับที่คุณอยากให้ฉันเรียนรู้วิธีดํานํ้านั่น
แหละ เพราะว่ามันเป็นอะไรบางอย่างที่น่าตื่นเต้น อะไรบางอย่าง
ที่แตกต่างออกไป''
''ผมไม่ได้ขึ้นมาที่นี่เพื่อทําอะไรบางอย่างที่แตกต่างไปจาก
เดิมนะ ผมขึ้นมาที่นี่เพื่อใช้เวลาอยู่เงียบๆ บางช่วงกับคุณ ผมไม่
ได้พบคุณมานานแล้ว และนับตั้งแต่ที่เราอยู่ด้วยกันที่นี่ ดูเหมือน
ว่าเราต้องรีบเร่งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งตลอดเวลา เรายังไม่มี
โอกาสแม้แต่จะพูดคุยกันเลย แล้วพรุ่งนี้ผมก็จะไปแล้ว''
''นั่นไม่จริงค่ะ เราอยู่กันตามลําพังระหว่างอาหารคํ่าเมื่อ
คืนวาน และอีกที่พิพิธภัณฑ์ในวันนี้ เรามีเวลาพูดคุยกันมาก
มาย''
''คุณรู้ดีว่าผมหมายถึงอะไร''
''ไม่ ฉันไม่รู้ คุณอยากทําอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ในอพาร์ต
เมนต์งั้นรึ?''
เขาไม่ตอบแล้วนั่งเงียบๆ อยู่พักหนึ่งแทน จากนั้นเขาลุก
ขึ้นจากโซฟาแล้วเดินข้ามห้องไปปิดวิทยุ
''มีอะไรสําคัญบางอย่างที่ผมอยากพูดมาตั้งแต่ผมขึ้นมา
ที่นี่แล้ว'' เขาพูดโดยไม่หันกลับมา
''อะไรคะ?''
เขาก้มหน้าลงตํ่า มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดเดี๋ยวนี้หรือไม่ก็ไม่
ต้องพูดอีกเลย เขากระซิบบอกตัวเอง ในที่สุดเขาก็รวบรวมความ
กล้าหาญที่มีในตัว สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับมา
''ผมคิดว่า เดือนที่ผ่านมานี้สร้างความลําบากใจให้ผมจริงๆ
ที่ไม่ได้พบคุณ และขณะนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมอยากให้มันเป็นเช่นนี้
ต่อไปรึเปล่า''
ลมหายใจเธอขัดขึ้นมาชั่วขณะ
เมื่อเห็นสีหน้าเธอแล้ว เขาจึงเดินตรงไปหาเธอด้วยความ
รู้สึกแน่นในอกแปลกๆ กับสิ่งที่เขาจะพูด ''มันไม่ใช่สิ่งที่คุณ
กําลังคิดหรอก'' เขาพูดอย่างรวดเร็ว ''คุณเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง
ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากพบคุณอีก ผมอยากพบคุณตลอดเวลาต่า
หาก'' เมื่อเขาเดินมาถึงโซฟาแล้ว เขาจึงคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ
เธเรซ่ามองดูเขาด้วยความประหลาดใจ ในขณะที่เขาจับมือเธอมา
กุมไว้
''ผมอยากให้คุณย้ายไปอยู่วิลมิงตัน''
แม้เธอจะรู้ดีก่อนหน้านี้แล้วว่าเรื่องนี้กําลังจะมาถึง แต่เธอ
ก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นมาในเวลานี้ และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่
ในลักษณะนี้ แกเร็ตพูดต่อไป
''ผมรู้ดีว่ามันเป็นก้าวสําคัญ แต่ถ้าคุณอยากย้ายลงไป
เราจะไม่ต้องมีช่วงเวลาแยกจากกันยาวนานแบบนี้ต่อไป เรา
สามารถพบกันได้ทุกวัน'' เขาเอื้อมมือขึ้นมาลูบไล้แก้มเธออย่าง</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:20 pm
<span style='color:green'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>แผ่วเบา ''ผมอยากเดินริมหาดกับคุณ ผมอยากล่องเรือใบกับ
คุณ ผมอยากให้คุณอยู่ที่นั่นเมื่อผมกลับจากร้านไปถึงบ้าน ผม
อยากรู้สึกเหมือนกับว่าเรารู้จักกันมาชั่วชีวิต...''
คําพูดดังกล่าวพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เธเร
ซ่าพยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งเหล่านั้น แกเร็ตพูดต่อไปเรื่อยๆ
''ผมคิดถึงคุณมากเหลือเกินจริงๆ เมื่อเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน
ผมรู้ว่างานคุณอยู่ที่นี่ แต่ผมแน่ใจว่า หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นน่าจะ
ว่าจ้างคุณ..''
ยิ่งเขาพูดมากเพียงใด หัวเธอก็ยิ่งหมุนติ้วมากขึ้นเพียงนั้น
สําหรับเธอแล้ว มันฟังดูเหมือนกับว่า เขากําลังพยายาม
กลับมาสร้างความสัมพันธ์ของเขากับแคธรีนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
''เดี๋ยวก่อน'' เธอพูดขึ้นในที่สุดเพื่อตัดบท ''ฉันไม่อาจทําเพียงแค่
เลือกชีวิตใหม่แล้วไปจากที่นี่นะ ฉันหมายถึง...เควินกําลังเรียน
อยู่...''
''คุณไม่ต้องมาทันที่นี่'' เขาแย้ง ''คุณรอจนกว่าโรงเรียน
จะปิดภาคก็ได้ ถ้านั่นเป็นการดีกว่า เรามีเวลาทํากันเรื่องนี้กันได้อีก
นานขนาดนั้นเลย อีกสองสามเดือนคงไม่ทําให้เรื่องแตกต่างกัน
มากนักหรอก''
''แต่เขามีความสุขอยู่ที่นี่นะคะ นี่คือบ้านของเขา เขามี
เพื่อนของเขา ฟุตบอลที่เขารัก''
''เขามีทุกอย่างได้ที่วิลมิงตัน''
''คุณไม่รู้เรื่องนั้นหรอก มันง่ายสําหรับคุณที่จะพูดว่าเขา
จะมีสิ่งเหล่านั้น แต่คุณก็ไม่ได้รู้แน่ชัดในเรื่องนั้น''
''คุณไม่เห็นหรือว่าเราเข้ากันได้ดีแค่ไหน?''
เธอปล่อยมืออกจากเขาและเริ่มหงุดหงิด ''นั่นไม่มีอะไร
เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย คุณไม่เข้าใจรึไง ฉันรู้ดีว่าคุณสองคนเข้ากัน
ได้ดี ถ้าหากคุณไม่ได้ขอให้เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา ฉันก็ไม่ได้ขอ
ให้เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา'' เธอหยุดพูด ''แล้วอีกอย่าง เรื่อง
ทั้งหมดนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แล้วฉันล่ะ แกเร็ต? คุณอยู่ที่
นั่นในคืนนี้ คุณก็รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันเพิ่งได้รับข่าวอันแสนวิเศษ
เกี่ยวกับคอลัมน์ของฉัน แล้วตอนนี้คุณอยากให้ฉันทิ้งสิ่งนั้นไป
ด้วยงั้นรึ?''
''ผมไม่อยากให้เราทิ้งกันไป มันแตกต่างกันมากนะ''
''งั้นทําไมคุณย้ายมาอยู่ที่บอสตันไม่ได้ล่ะ?''
''แล้วมาทําอะไร?''
''แบบเดียวกับที่คุณทําที่วิลมิงตันไง สอนดํานํ้า ไปล่องเรือ
ใบ อะไรก็ได้ มันง่ายสําหรับคุณที่จะจากมามากกว่าที่จะเป็นไป
ได้สําหรับฉันนักหนา''
''ผมทําอย่างนั้นไม่ได้หรอก ก็เหมือนกับที่ผมพูดไป
ว่า นี่...'' เขาโบกไม้โบกมือไปรอบๆ ห้อง แล้วโบกมือตรงไปทาง
หน้าต่าง ''ไม่ใช่ตัวผม ผมคงทําตัวไม่ถูกเมื่อขึ้นมาอยู่ที่นี่''
เธเรซ่ายืนขึ้น แล้วเดินข้ามห้องไปด้วยความขุ่นเคือง เธอ
ใช้มือเสยผมไปข้างหลัง
''นั่นไม่ยุติธรรมเลย''
''อะไรล่ะที่ไม่ยุติธรรม?''
เธอหันไปประจันหน้าเขา ''ก้เรื่องทั้งหมดนี่ไง ขอให้ฉัน
ย้ายที่อยู่ ขอให้ฉันเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของฉัน มันเหมือน
กับคุณสร้างเงื่อนไขให้กับเรื่องนี้ว่า 'เราอาจจะอยู่กันได้ แต่ต้อง
เป็นไปตามวิถีทางของผม' ดีละ แล้วเรื่องความรู้สึกของฉันล่ะ?
มันไม่สําคัญด้วยใช่มั้ย?''
''แน่นอน มันสําคัญ คุณสําคัญ แล้วเราก็สําคัญ''
''เอาละ คุณไม่ต้องพยายามทําให้มันฟังดูเป็นแบบนั้น
หรอก มันเหมือนคุณคิดถึงแต่ตัวเอง คุณอยากให้ฉันทิ้งทุกสิ่ง
ทุกอย่างที่ฉันทํางานเพื่อมันมา แต่คุรไม่เต็มใจที่จะสละทิ้งอะไร
ไปเลย'' สายตาเธอไม่ได้ละไปจากดวงตาเขาเลย
แกเร็ตลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเดินตรงไปหาเธอ เมื่อเขาเข้า
ไปใกล้ เธอถอยกลับออกมาแล้ว และยกมือทั้งสองขึ้นประดุจปรา
การกั้น
''ฟังนะ แกเร็ต ฉันไม่อยากให้คุณมาแตะต้องตัวฉันตอนนี้
ตกลงมั้ย?''
เขาทิ้งมือลงข้างตัว เป็นเวลาพักใหญ่ที่ทั้งเธอและเขาไม่มี
ใครพูดอะไรเลย เธเรซ่ากอดอกแล้วชําเลืองมองไปทางอื่น
''งั้นผมเดาว่าคําตอบของคุณคือ คุณไม่ไป'' เขาพูดขึ้นใน
ที่สุดด้วยนํ้าเสียงที่ฟังดูโกรธ
เธอพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง ''ไม่ใช่ คําตอบของฉันคือ เรา
ต้องคุยเรื่องนี้กันให้เข้าใจ''
''เพื่อคุณจะพยายามทําให้ผมเชื่อว่าผมผิดงั้นรึ?''
คําพูดของเขาไม่สมควรได้รับคําตอบ
เธอสั่นศรีษะแล้วเดินไปยังโต๊ะในห้องกินอาหาร จากนั้น
จึงหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาแล้วออกเดินตรงไปยังประตูหน้าห้อง
''คุณกําลังจะไปไหน?''
''ฉันจะไปหาไวน์ดื่ม ฉันอยากดื่ม''
''แต่มันดึกแล้วนะ''
''มีร้านค้าอยู่สุดช่วงตึก ฉันจะกลับมาภายในไม่กี่นาที''
''ทําไมเราถึงคุยกันตอนนี้ไม่ได้ล่ะ''
''เพราะว่า'' เธอพูดรีบๆ ''ฉันอยากอยู่ตามลําพังสักสอง
สามนาทีเพื่อให้ฉันคิดอะไรได้บ้าง''
''คุณกําลังหนีออกไปนะ?'' มันฟังดูเหมือนคํากล่าวหา
เธอเปิดประตู แล้วจับไว้ขณะที่เธอพูด ''ไม่ใช่ แกเร็ต ฉัน
ไม่ได้กําลังหนีออกไป ฉันจะกลับมาในอีกไม่กี่นาที แล้วฉันก็ไม่
ชอบใจเลยที่คุณพูดกับฉันแบบนั้น มันไม่ยุติธรรมเลยที่คุณทําให้
ฉันรู้สึกผิดในเรื่องนี้ คุณเพิ่งของชให้ฉันเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดของ
ฉัน ฉันจึงต้องใช้เวลาสักสองสามนาทีเพื่อคิดถึงเรื่องนี้''
เธออกจากห้องไป ในขณะที่แกเร็ตจับจ้องอยู่ที่ประตูเพื่อ
รอดูว่าเธอจะกลับมาหรือไม่ เมื่อเธอไม่กลับมา เขาจึงนึกด่าตัว
เองอยู่เงียบๆ ไม่มีอะไรเป็นไปเหมือนที่เขาคิดไว้ว่ามันน่าจะเป็น
เลย หนึ่งนาทีที่เขาขอให้ย้ายไปอยู่ที่วิลมิงตัน แล้วต่อมาเธอ
ก็เดินพ้นประตูออกไปเพื่อต้องการอยู่ตามลําพัง ไม่ทําพลาดให้
เธอหนีจากเขาไปได้ยังไงกัน?
เขาไม่รู้จะทําสิ่งอื่นใด จึงได้แต่เดินไปทั่วๆ ห้อง เขามอง
ไปรอบๆ ห้องครัว จากนั้นก็ห้องนอนของเควิน แล้วเดินต่อไป
เรื่อยๆ เมื่อมาถึงห้องนอนของเธอ เขาหยุดยืนอยู่ชั่วขณะก่อน
เข้าไป หลังจากเดินเรื่อยมาถึงเตียงเธอแล้ว เขาก็นั่งลงแล้วประ
สานมือไว้หลังศรีษะ
ยุติธรรมแล้วหรือที่ขอให้เธอไปจากที่นี่? ถ้ายอมรับกันว่า
เธอมีชีวิตอยู่ที่นี่ แล้วเป็นชีวิตที่ดีด้วย แต่เขาก็รู้สึกแน่ใจว่าเธอ
สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้ที่วิลมิงตัน บางทีอาจดีกว่ามากสําหรับ
เขาและเธอที่จะใช้ชีวิตอยู่ในอพาร์ตเมนต์ได้ แต่ถึงแม้ว่าเขาและเธอ
จะย้ายไปอยู่บ้าน แล้วมันจะมีทิวทัศน์หรือเปล่า? หรือเขาและ
เธอจะอยู่กันที่ชานเมืองซึ่งล้อมรอบไปด้วยบ้านที่ดูเหมือนกันทุก
อย่างนับโหล
มันช่างเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนซะจริง แล้วทุกอย่างที่เขา
พูดออกไปก็กลายเป็นเรื่องผิดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขาไม่ต้องการ
ให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเขากําลังยื่นคําขาดกับเธอ แต่เมื่อหวนคิด
ไปแล้ว...นั่นคือสิ่งที่เขาได้ทําลงไปอย่างชัดแจ้ง
เขาถอนหายใจแล้วสงสัยว่าจะทําอะไรต่อไป เขาคิดว่าไม่
มีสิ่งใดที่เขาอาจพูดได้เมื่อเธอกลับมาที่จะไม่นําไปสู่การโต้เถียงกัน
อีกครั้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด เขาไม่ต้องการ
ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น การโต้เถียงยากที่จะนําไปสู่การแก้ปัญหา และ
นั่นคือสิ่งที่เขาและเธอต้องการอยู่ในขณะนี้
แต่ถ้าเขาไม่พูดอะไรออกไปเลย จะมีปัญหาอื่นอีกหรือเปล่า?
เขาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเขียนจดหมายถึงเธอในที่สุด
เพื่ออธิบายสรุปความคิดของเขา การเขียนทําให้เขาคิดได้กระจ่าง
ขึ้นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลอดช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แล้ว
บางทีเธออาจเข้าใจได้ว่าเขาไปเอาความคิดนั้นมาจากไหน
เขาชําเลืองมองไปยังโต๊ะข้างเตียง โทรศัพท์อยู่ตรงนั้น
บางทีเธออาจจดข้อความต่างๆ บ้างเป็นบางครั้ง แต่เขาก็ไม่เห็น
ทั้งปากกาหรือแผ่นรองเขียน เขาเปิดลิ้นชักแล้วค้นดูในนั้นจนทั่ว
จนพบปากกาลูกลื่นด้ามหนึ่งใกล้ด้านหน้าลิ้นชัก
เขาค้นหากระดาษโดยรื้อของในลิ้นชักไปมาเรื่อยๆ พบ
นิตยสารต่างๆ และหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กสองเล่ม กล่องใส่เครื่อง
เพชรที่ว่างเปล่า และชะงักลงเมื่อเห็นลางอย่างที่คุ้นเคยสะดุดตา
เขา
ภาพเรือใบ
มันอยู่บนกระดาษแผ่นหนึ่งแทรกอยู่ระหว่างสมุดบันทึก
ตารางนัดหมายเล่มบางๆ กับนิตยสาร เลดี้โฮม เจอร์นัล ฉบับเก่า
เขาเอื้อมมือไปหยิบโดยนึกว่ามันคือจดหมายฉบับหนึ่งในหลาย
ฉบับที่เขาเคยเขียนถึเธอตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา แล้วทัน
ใดนั้นเขาก็ตกใจจนตัวแข็ง
นั่นเป็นไปได้ยังไง?
กระดาษเขียนจดหมายนั้นเป็นของขวัญจากแคธรีน และ
เขาใช้เมื่อเขาเขียนถึงเธอเท่านั้น จดหมายของเขาที่เขียนถึงเธเรซ่า
เขียนลงบนกระดาษที่แตกต่างกันที่เขาซื้อมาจากร้านค้า
เขารู้สึกว่าตัวเองกําลังกลั้นหายใจ เขาดึงลิ้นชักออกมา
อย่างรวดเร็วและนํนิตยสารฉบับดังกล่าวออกไปจากลิ้นชัก แล้ว
จึงค่อยๆ หยิบจดหมายทั้งหมดออกมาอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ 1
แต่มี 5 กระดาษเขียนจดหมายทั้งหมดมี 5 แผ่น! เขายังคงสับสน
และกระพริบตาถี่ ก่อนที่จะชําเลืองมองไปที่หน้าแรก และนั่นคือ
ถ้อยคําที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของเขา</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:21 pm
<span style='color:red'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>แคธรีนสุดที่รักของผม...
โอ้...พระเจ้า เขาพลิกไปที่หน้าสองซึ่งเป็นสําเนา
แคธรีนที่รักของผม...
จดหมายฉบับต่อไป
แคธรีนที่รัก...
''อะไรกันนี่'' เขาพึมพํา และไม่อาขเชื่อในสิ่งที่เขาเห็น
''มันเป็นไปไม่ได้'' เขามองดูตลอดทั่วทุกหน้าอีกครั้งเพียงเพื่อ
ให้แน่ใจ
แต่มันคือความจริง ฉบับหนึ่งเป็นฉบับจริง อีกสองฉบับ
เป็นสําเนา แต่มันคือจดหมายของเขา จดหมายที่เขาเขียนถึง
แคธรีน จดหมายที่เขาเขียนขึ้นหลังจากความฝันของเขา จด
หมายที่เขาหย่อนลงไปจากเรือแฮบเปนสแตนซ์ และไม่เคยคาด
ว่าจะได้พบมันอีก
ด้วยแรงกระตุ้นในใจ เขาเริ่มอ่านจดหมายเหล่านั้น และ
ด้วยแต่ละถ้อยคํา แต่ละวลี ทําให้เขารู้สึกถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
ขึ้นมา เรื่องทุกอย่างประดังเข้ามาพร้อมๆ กันในใจเขาทันที ทั้ง
ความฝัน ความทรงจํา ความสูญเสีย และความปวดร้าวใจอย่าง
สุดแสนของเขา เขาหยุดอ่านจดหมายเหล่านั้น
ปากเขาเริ่มแห้งผากขระที่กดริมฝีปากเข้าด้วยกันไว้แน่น
แทนที่จอ่านต่อไป เขากลับเพียงแค่จ้องมองจดหมายเหล่านั้น
ด้วยความตกตะลึง เขาแทยไม่ได้ยินเสียงประตูหน้าห้องเปิดแล้ว
ปิดลงเลย เธเรซ่าร้องเรียก ''แกเร็ตคะ ฉันกลับมาแล้ว'' เธอหยุด
เงียบไป ในขณะที่เขาได้ยินเสียงเธอกําลังเดินไปรอบๆ ห้อง แล้ว
ก็ได้ยินเธอร้องเรียกว่า ''คุรอยู่ไหนคะ?''
เขาไม่ตอบ เขาไม่อาจทําสิ่งใดได้นอกจากพยายามที่จะ
เข้าใจว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เธอไปได้รับจดหมายเหล่านี้
มาได้อย่างไร? ทั้งหมดนี่คือจดหมายของเขา...จดหมายส่วนตัว
ของเขา
จดหมายที่เขียนถึงภรรยาเขา
จดหมายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของคนอื่น
เธเรซ่าก้าวเข้ามาในห้องและมองดูเขา แม้เขาจะไม่รู้ตัว
แต่สีหน้าเขานั้นซีดเผือดและกําจดหมายที่ถืออยู่ในมือไว้แน่นจน
หลังข้อนิ้วมือซีด
''คุณเป็นอะไรรึเปล่าคะ?'' เธอถามโดยไม่รู้ว่าสิ่งใดอยู่ใน
มือเขา
มันเหมือนกับว่าเขาไม่ได้ยินเยงเธอไปชั่วขณะ จากนั้น
เขาจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ แล้วชําเลืองมองมาที่เธอ
เธอเกือบจะพูดขึ้นอีกครั้งด้วยความตกใจ แต่เธอก็ไม่ได้ทํา
เช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างกระหนํ่าเข้าใส่เธอพร้อมๆ กันเหมือนคลื่น
ลิ้นชักที่เปิดออก กระดาษในมือเขา เธอรู้ทันทีว่า
เกิดอะไรขึ้น
''แกเร็ตคะ...ฉันอธิบายได้...'' เธอพูดเบาๆ อย่างรวดเร็ว
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ยินเสียงเธอ
''จดหมายของผม...'' เขากระซิบ เขามองเธอด้วยอารมณ์
ที่ผสมผสานกันระหว่างความสับสนและความโกรธแค้น
''ฉัน...''
''คุณไปได้จดหมายผมมายังไง?'' เขายืนยันเอาคําตอบ
นํ้าเสียงของเขาทําให้เธอต้องถอยกลับออกมา
''ฉันพบจดหมายฉบับที่หนึ่งถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนชายหาด
แล้ว...''
เขาตัดบทเธอ ''คุณพบมัน?''
เธอผงกศรีษะ แล้วพยายามอธิบาย ''เมื่อฉันอยู่ที่เคปคอด
ฉันกําลังวิ่งออกกําลังกายอยู่ แล้วฉันก็พบขวดใบนั้นเข้าโดยบัง
เอิญ''
เขชําเลืองมองไปที่กระดาษแผ่นแรกซึ่งเป็นจดหมายดั้ง
เดิมเพียงฉบับเดียว มันเป็นจดหมายฉบับที่เขาเขียนขึ้นก่อนฉบับ
อื่นในปีนั้น แต่ฉบับอื่น ล่ะ...
''แล้วนี่อะไร?'' เขาถามพร้อมกับชูสําเนาจดหมายทั้งหมด
ขึ้นมา ''จดหมายเหล่านี้มาจากไหน?''
เธเรซ่าตอบเสียงแผ่ว ''มันเป็นจดหมายที่ส่งมาถึงฉัน''
''จากใคร?'' เขาลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความสับสน
เธอก้าวมาหาเขา แล้วยื่นมือออกไป ''จากคนอื่นซึ่งพบ
มันค่ะ เป็นคนหนึ่งในหลายๆ คนที่อ่านคอลัมน์ของฉัน...''
''คุณตีพิมพ์จดหมายของผมรึเปล่า?'' เสียงเขาฟังดูราวกับเขา
เพิ่งถูกชกเข้าที่ท้อง
เธอไม่ตอบอยู่ครู่หนึ่ง ''ฉันไม่รู้ว่า...'' เธอเริ่มต้น
''คุณไม่รู้ว่าอะไร?'' เขาพูดเสียงดังด้วยนํ้าเสียงที่แสดง
ความเจ็บปวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด ''ไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดที่ทํา
ไปแบบนั้นรึ? ไม่รู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการให้คนทั้งโลกเห็นงั้น
หรือ?''
''มันถูกคลื่นซัดขึ้นมายนชายหาดนะคะ คุณรู้ดีอยู่แล้วว่า
ใครบางคนจะต้องพบมัน'' เธอพูดอย่างรวดเร็ว ''ฉันไม่ได้ใช้ชื่
คุณนะคะ''
''แต่คุณใช้ข้อความในจดหมายไปลงหนังสือพิมพ์...'' เขา
พูดเสียงแผ่วลงด้วยความไม่เชื่อถือ
''แกเร็ตคะ...ฉัน''
''ม่ต้องพูดแล้ว'' เขาพูดด้วยความโกรธแล้วชําเลืองมองไป
ที่จดหมายเหล่านั้นอีกครั้ง ก่อนที่จะมองกลับมาที่เธอด้วยสายตา
ประหนึ่งว่าเขาเข้าใจเธออย่างถ่องแท้เป็นครั้งแรก ''คุณโกหกผม''
เขาพูดราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการเปิดตาให้เห็นความจริง
''ฉันไม่ได้โกหกนะคะ...''
เขาไม่ฟัง ''คุณโกหกผม'' เขาพูดซํ้าอีกครั้งประหนึ่งพูดกับ
ตัวเอง ''แล้วคุณตามหาตัวผมทําไมน่ะรึ? เพื่อคุณจะได้เอาไป
เรียนบทความนั่นไง นั่นคือสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมดใช่มั้ย?''
''ไม่ค่ะ...มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย...''
''แล้วมันคืออะไรล่ะ?''
''หลังจากที่ได้อ่านจดหมายของคุณแล้ว ฉัน...ฉันอยากพบ
คุณค่ะ''
เขาไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูด เขาได้แต่มองจดหมายเหล่านั้น
แล้วมองกลับมาที่เธอ สีหน้าเขาแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด
''คุณโกหกผม'' เขาพูดเป็นครั้งที่สาม ''คุณหลอกใช่มั้ย''
''ฉันไม่ได้ทําอย่างนั้นนะคะ...''
''ใช่ คุณทํา!'' เขาตะโกน เสียงของเขาดังก้องไปทั่วห้อง
ด้วยความรําลึกถึงแคธรีน เขายื่นจดหมายทั้งหมดออกมาไว้ตรง
หน้าราวกับว่าเธอเรซ่าไม่เคยเห็นจดหมายเหล่านั้นมาก่อน ''จด
หมายเหล่านี้คือของผม ความรู้สึกของผม ความคิดของผม วิธี
ที่ผมจัดการกับความสูญเสียภรรยาของผมมันเป็นของผม ไม่ใช่
ของคุณ''
''ฉันไม่ได้ตั้งใจทําร้ายจิตใจคุณนะคะ''
เขาจ้องมองเธอถมึงโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลย กล้ามเนื้อ
ขากรรไกรเขาแข็งแกร็ง
''เรื่องทั้งหมดนี้เป็นการเสแสร้งใช่มั้ย?'' เขาพูดขึ้นในที่สุด
แล้วไม่รอให้เธอตอบ ''คุณนําความรู้สึกของผมที่มีต่อแคธรีนไปใช้
แล้วพยายามด้วยเล่ห์เหลี่ยมจัดการพลิกสถานการณ์จากจดหมาย
เหล่านั้นให้ได้ประโยชน์ในสิ่งที่คุณต้องการ คุณคิดว่าเพราะผมรัก
แคธรีน ผมคงจะรักคุณด้วยใช่มั้ย?''
เธอหน้าซีดเผือด ทั้งที่เธอไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย ทัน
ใดนั้นเธอก็รู้สึกว่าเธอไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก
''คุณวางแผนเรื่องทั้งหมดนี้มาตั้งแต่ต้นใช่มั้ย?'' เขาหยุด
พูดอีกครั้ง แล้วใช้มือที่ไม่ได้ถือจดหมายเสยผมไปข้างหลัง ขณะที่
เขาพูดนั้นเสียงของเขาเริ่มแตกพร่า ''เรื่องทั้งหมดคือการจัดฉาก''
ดูเหมือนเขาจะมึนงงไปครู่หนึ่ง เธอจึงเอื้อมมือออกไปหาเขา
''แกเร็ตคะ ใช่ ฉันยอมรับว่าฉันยอมรับคุณ จดหมาย
เหล่านั้นไพเราะเหลือเกิน ฉันอยากเห็นว่าคนที่เขียนจดหมายเช่น
นั้นเป็นคนแบบไหน แต่ฉันไม่รู้ว่ามันจะนําไปสู่จุดใด ฉันไม่ได้
วางแผนเรื่องอะไรไว้เลยหลังจากนั้น'' เธอจับมือเขาไว้ ''ฉันรัก
คุณค่ะ แกเร็ต คุณต้องเชื่อฉันนะคะ
เขาดึงมืออกแล้วก้าวไปข้างหน้าเมื่อพูดจบ
''คุณเป็นคนประเภทไหนกันนะ?''
คําพูดนั้นทําให้เธอปวดร้าวใจ เธอจึงตอบปกป้องตังเอง
''มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิดนะคะ...''
แกเร็ตพูดต่อไปโดยไม่ใส่ใจการตอบของเธอ ''คุณต้องติด
อยู่ในบ่วงแห่งความเพ้อฝันอันแปลกประหลาดบางอย่างแน่...''
นั่นมากเกินไปแล้ว ''หยุดได้แล้ว แกเร็ต!'' เธอตะโกนออก
มาด้วยความโกรธและร้าวรานใจกับคําพูดทั้งหมดของเขา ''คุณ
ไม่ฟังอะไรที่ฉันพูดเลย!'' ในขณะที่ตะโกนออกไปนั้น เธอรู้สึกถึง
นํ้าตาที่เอ่อท้นขึ้นมาในดวงตา
''ทําไมผมควรต้องฟังด้วยล่ะ? คุณโกหกมาตลอดนับ
ตั้งแต่แรกที่ผมรู้จักคุณ''
''ฉันไม่ได้โกหก! ฉันเพียงแค่ไม่เคยบอกคุณเรื่องจดหมาย
เหล่านั้น''
''เพราะคุรรู้ว่ามันผิดไง!''
''ไม่ค่ะ เพราะฉันรู้ดีว่าคุณจะต้องไม่เข้าใจ'' เธอพูดใน
ขณะที่พยายามทําใจให้สงบ
''ผมเข้าใจถูกแล้ว ผมเข้าใจว่าคุณเป็นคนประเภทไหน!''
ดวงตาเธอหรี่ลง ''อย่าเป็นแบบนี้สิ''
''เป็นแบบไหนล่ะ? โกรธ? เจ็บปวดใจ? ผมเพิ่งรู้ว่าเรื่อง
ทั้งหมดนี้คือการหลอกลวง แล้วตอนนี้คุณอยากให้ผมยุติเรื่องนี้
งั้นรึ?''
''หุบปากได้แล้ว!'' เธอตะโกนกลับไป ความโกรธของเธอ
พลุ่งขึ้นมาในทันใด
ดูเหมือนเขาจะอึ้งไปกับคําพูดเธอ เขาจึงได้แค่จ้องมองเธอ
โดยไม่ปริปาก
เขายื่นจดหมายทั้งหมดออกมาอีกครั้ง แล้วพูดด้วยเสียง
แตกพร่าขึ้นในที่สุด
''คุณคิดว่าคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมและแคธรีนมีให้ต่อกัน แต่
คุณไม่เข้าใจหรอก ไม่ว่าคุณจะอ่านจดหมายมากมายกี่ฉบับ ไม่
ว่าคุณจะรู้จักผมดีแค่ไหน คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจ สิ่งที่เธอและผม
มีให้กันคือความจริง มันคือความจริง และเธอคือความจริง...''
เขาหยุดพูดเพื่อรวบรวมความคิดและจ้องมองเธอเหมือน
กับว่าเธอคือคนแปลกหน้า จากนั้นเมื่อเขาทําใจแน่วแน่ได้มากขึ้น
แล้ว เขาจึงพูดอะไรบางอย่างซึ่งทําร้ายจิตใจเธอให้แย่ยิ่งไปกว่าสิ่ง
ใดที่เขาได้พูดมาแล้วในขณะนี้
''เราไม่เคยที่จะเข้ามาใกล้มิ่งที่แคธรีนและผมมีให้ต่อกัน
ด้วยซํ้า''
เขาไม่รอคําตอบ แทนที่จะทําเช่นนั้น เขากลับเดินผ่าน
หน้าเธอตรงไปยังกระเป๋าเดินทาง หลังจากที่เขาโยนข้าวของทุก
อย่างลงไปในนั้นแล้ว เขารูดซิบปิดกระเป๋าอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะ
หนึ่งเธอคิดจะหยุดเขาไว้ แต่คูพูดของเขายังทําให้เธอหัวหมุนติ้ว
อยู่
เขายืนขึ้นยกกระเป๋า ''สิ่งเหล่านี้'' เขาพูดโดยถือจดหมาย
ทั้งหมดไว้ ''คือของผม และผมจะนํามันไปกัผมด้วย''
เธอรู้ได้ในทันใดนั้นถึงสิ่งที่เขาตั้งใจที่จะทํา เธอจึงถามขึ้น
ว่า ''ทําไมคุณต้องจากไปด้วยคะ?''
เขาจ้องมองเธอ ''ผมไม่รู้ด้วยซํ้าว่าคุณคือใคร''
เขาหันหลังกลับแล้วเดินก้าวยาวๆ ผ่านห้องนั่งเล่น
ออกประตูไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลยแม้แต่คําเดียว
บทที่ 12
แกเร็ตไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เขาจึงขึ้นแท็กซี่ไปสนามบิน
ภายหลังออกจากอพาร์ตเมนต์ที่เธเรซ่าพัก โชคร้ายที่หาเที่ยวบิน
ไม่ได้เลย เขาจึงลงเอยด้วยการรออยู่ที่อาคารผู้โดยสารไปตลอด
เวลาที่เหลืออยู่ในคืนนั้น เขายังคงโกรธและไม่อาจตาหลับได้
เขาเดินช้าๆ ไปตามอาคารผู้โดยสารอยู่หลายชั่วโมง และเดิน
เตร็ดเตร่ผ่านร้านค้าต่างๆ ซึ่งปิดไปนานแล้วตั้งแต่ตอนเย็น มี
เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาหยุดเดินเพื่อมองลอดผ่านที่กั้นซึ่งกัน
ไว้ไม่ให้ผู้เดินทางยามวิกาลผ่านเข้าไป
เช้าวันต่อมา เขาขึ้นเครื่องเที่ยวบินแรกที่สามารถไปได้ และ
เดินทางกลับมาถึงบ้านเวลา 11 โมงเศษ จากนั้นจึงตรงไปยังห้อง
เขาทันที แต่ในขณะที่นอนอยู่บนเตียง เหตุการณ์ในคํ่าคืนวันก่อน
แวบผ่านเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน ทําให้เขาตื่นอยู่ตลอดเวลา แม้
จะพยายามงีบหลับแต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดเขาจึงล้มเลิกความ
ตั้งใจและลุกขึ้นอาบนํ้าแต่งตัวแล้วกลับมาอยู่บนเตียงอีกครั้งก่อน
ที่จะจ้องมองไปยังภาพของแคธรีน ในที่สุดก็หยิบภาพเธอขึ้นมา
แล้วนําไปที่ห้องนั่งเล่นกับเขาด้วย ณ ที่นั้น เขาพบจดหมายที่นํา
ติดตัวกลับมาด้วยซึ่งวางทิ้งไว้บนโต๊ะกาแฟ เมื่ออยู่ที่อพาร์ตเมนต์
เธเรซ่านั้น เขาตกใจมากเกินกว่าที่จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ แต่ใน
ขณะนี้เขาอ่านจดหมายเหล่านั้นอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกยกย่อง
ชื่นชมในตัวแคธรีนพร้อมกับวางรูปของเธอไว้ตรงหน้า โดยแทบจะ
รู้สึกว่ามีแคธรีนอยู่ในห้องนั้นด้วย
''เฮ้ ผมคิดว่าคุณลืมนัดของเราซะอีก'' เขาพูดขณะเฝ้ามอง
แคธรีนเดินลงมาจากท่าเรือพร้อมกับถุงใส่ซอง
แคธรีนยิ้มแล้วจับมือเขาไว้ในขณะที่เธอก้าวขึ้นมาบนเรือ
''ฉันไม่ได้ลืม ฉันเพียงแค่อ้อมไปนิดหน่อยระหว่างที่เดินทางมา
''ไปที่ไหนมาล่ะ?''
''จริงๆ แล้วฉันไปหาหมอมา''
เขารับถุงมาจากเธอ แล้ววางมันห่างออกไปด้านหนึ่ง
''คุณเป็นอะไรรึเปล่า? ผมรู้ว่าคุณไม่ค่อยสบาย''
''ฉันสบายดี'' เธอพูดตัดบทอย่างอ่อนโยน ''แต่ฉันไม่คิด
ว่าฉันพร้อมสําหรับการล่องเรือคืนนี้''
''มีบางอย่างผิดปกติใช่มั้ย?''
แคธรีนยิ้มอีกครั้ง ในขณะที่เธอก้มตัวลงแล้วดึงห่อเล็กๆ
ออกมาจากถุง แกเร็ตมองตาขณะที่เธอเปิดมันออก
''หลับตาสิ'' เธอพูด ''แล้วฉันจะเล่าให้คุณฟังทุกอย่างเกี่ยว
กับเรื่องนี้''
แกเร็ตยังลังเลเล็กน้อย แต่กระนั้นเขาก็ทําตามที่เธอขอ</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:23 pm
<span style='color:purple'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>และได้ยินเสียงในขณะที่กระดาษห่อของบางๆ ถูกเปิดออก
''เอาละ ตอนนี้คุณลืมตาได้แล้ว''
แคธรีนชูเสื้อผ้าเด็อ่อนขึ้นมาไว้ตรงหน้าเธอ
''อะไรกันนี่?'' เขาถามด้วยความไม่เข้าใจ
สีหน้าเธอร่าเริง ''ฉันท้อง'' เธอพูดด้วยความตื่นเต้น
''ท้องเหรอ?''
''อืม...ฉันท้องได้ 8 สัปดาห์แล้วตามที่ได้ตรวจมา''
''8 สัปดาห์''
เธอผงกศรีษะ ''ฉันคิดว่าฉันต้องตั้งท้องตอนที่เราล่องเรือ
ใบกันครั้งสุดท้ายแน่เลย''
แกเร็ตหยิบเสื้อผ้าเด็กอ่อนขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างทะนุ
ถนอมโดยที่ยังลังเลด้วยความตกใจ แล้วในที่สุดเขาโน้มตัวไป
ด้านหน้าและกอดแคธรีนไว้ ''ผมไม่อยากเชื่อเลย...''
''มันเป็นความจริง''
เขาฉีกยิ้มกว้างในขณะที่การตระหนักรู้ฝักลึกลงสู่จิตใจใน
ที่สุด ''คุณท้อง''
แคธรีนหลับตาพริ้ม แล้วกระซิบข้างหูเขาว่า ''แล้วคุณก็
กําลังจะเป็นพ่อคน''
ความคิดของแกเร็ตถูกขัดจังหวะด้วยเสียงของประตูดัง
เอี๊ยดอ๊าด พ่อเขายื่นศรีษะเข้ามาในห้อง
''พ่อเห็นรถของแกจอดอยู่หน้าบ้าน พ่ออยากมาดูให้แน่ใจ
ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี'' เขาอธิบาย ''พ่อไม่คิดว่าแกจะกลับมาที่
นี่จนกว่าจะถึงเย็นนี้'' เมื่อแกเร็ตไม่ตอบ พ่อเขาจึงเดินเข้ามาใน
บ้าน และทันใดนั้นก็เห็นรูปแคธรีนตั้งอยู่บนโต๊ะ ''แกเป็นอะไร
รึเปล่า ลูกพ่อ?'' เขาถามด้วยความระมัดระวัง
พวกเขานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ขณะที่แกเร็ตอธิบายเหตุการณ์
ที่เกิดขึ้นนับจากเริ่มต้น ตั้งแต่ความฝันที่เขามีมาตลอดเวลาหลาย
ปี จดหมายที่เขาส่งไปในขวด ในที่สุดก็เล่าต่อไปถึงการโต้เถียงกัน
ระหว่างเขากับเธเรซ่าที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน เขาเล่าให้ฟังทุกอย่าง
จนหมดเปลือก เมื่อเขาเล่าจบ พ่อจึงหยิบจดหมายทั้งหมดออก
มาจากมือแกเร็ต
''มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากจริงๆ'' เขาพูดพร้อมกวาดสาย
ตาไปที่กระดาษทุกแผ่น และรู้สึกประหลาดใจที่แกเร็ตไม่เคยพูด
ถึงจดหมายเหล่านี้กับเขาเลย เขาหยุดพูด ''แต่แกไม่คิดว่าแก
รุนแรงกับเธอไปหน่อยเหรอ?''
แกเร็ตสั่นศรีษะอย่างอ่อนล้า ''เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับผม
นะพ่อ แต่เธอไม่เคยปริปากบอกผมเลย เธอวางแผนเรื่องทั้งหมด
ขึ้นมา''
''ไม่ เธอไม่ได้ทําแบบนั้น'' เขาพูดอย่างอ่อนโยน ''เธอ
อาจจะลงมาเพื่อพบแก แต่เธอไม่ได้ทําให้แกตกหลุมรักเธอ แก
ทําสิ่งนั้นด้วยตัวแกเอง''
แกเร็ตมองไปทางอื่น ก่อนที่จะกลับมาจ้องมองรูปบนโต๊ะ
ในที่สุด
''พ่อไม่คิดเหรอว่า เธอผิดที่ปิดบังเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ผมรู้?''
เจบถอนหายใจ และไม่อยากตอบคําถามนั้น ด้วยรู้ว่าจะ
นําแกเร็ตไปสู่เรื่องเดิมๆ แทนที่จะตอบออกไป เขพยา
ยามคิดหาวิธีที่จะทําให้ลูกชายเขาเข้าใจ ''2 สัปดาห์ก่อนเมื่อ
เราคุยกันอยู่บนสะพานท่าเทียบเรือ แกบอกพ่อว่าแกอยากแต่ง
งานกับเธเรซ่าเพราะว่าแกรักเธอ แกจําได้มั้ย?''
แกเร็ตผงกศรีษะอย่างใจลอย
''ทําไมความคิดนั้นจึงเปลี่ยนไปล่ะ?''
แกเร็ตมองพ่อด้วยความสับสน ''ผมบอกไปแล้วนี่ว่า...''
เจบพูดตัดบทอย่างนุ่มนวลก่อนที่เขาจะพูดจบ
''ใช่ แกอธิบายเหตุผลของแก แต่แกไม่ได้ซื่อสัตย์ในเรื่อง
นั้น ไม่ทั้งกับพ่อ กับเธเรซ่า หรือแม้แต่กับตัวแกเอง เธออาจไม่
ได้บอกแกเรื่องจดหมายนั่น และถึงแม้จะด้วยในเบื้องต้นว่า
บางทีเธอควรจะบอกให้แกรู้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลว่า ทําไมแกถึงยัง
โกรธอยู่จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ แกโกรธเพราะว่าเธอทําให้แกตระหนัก
ถึงอะไรบางอย่างที่แกไม่อยากยอมรับ''
แกเร็ตมองพ่อเขาโดยไม่ตอบ จากนั้นเขาจึงลุกจากโซฟา
แล้วเดินไปที่ครัวด้วยความรู้สึกถูกกระตุ้นให้หนีออกมาจากการ
สนทนาในทันทีทันใด ในตู้เย็น เขาพบเหยือกใส่นํ้าชาหวาน แล้ว
รินให้ตัวเองแก้วหนึ่ง เขาเปิดร่องแช่แข็งแล้วดึงถาดโลหะทํานํ้า
แข็งออกมาเพื่อเคาะนํ้าแข็งมาใช้สองสามก้อน ด้วยความหงุด
หงิดที่โหมกระหนํ่าขึ้นมาทันใด เขาดึงที่งัดแรงเกินไปก้อนนํ้าแข็ง
จึงกระจายเกลื่อนลงมาที่เคาน์เตอร์และตกไปบนพื้น
ในขณะที่แกเร็ตบ่นพึมพําและกล่าวคําสบถอยู่ในครัว เจบ
จ้องมองรูปของแคธรีน แล้วหวนรําลึกถึงภรรยาของเขาเองนับจาก
ที่เวลาได้ล่วงผ่านมานานแล้ว เขาวางจดหมายทั้งหมดไว้ข้างรูป
แล้วเดินไปที่ประตูกระจกบานเลื่อน เขาเปิดมันออกแล้วเฝ้ามอง
ทะเลอยู่ ในขณะที่ลมหนาวในเดือนธันวาคมจากมหาสมุทรแอต
แลนติกทําให้เกิดคลื่นกระแทกโถมชายฝั่งอย่างรุนแรง เสียงดัง
กล่าวดังกล้องลอดผ่านเข้ามาในตัวบ้าน เจบมองพิจารณาทะเล
และเฝ้าดูคลื่นอกันปั่นป่วนแล้วม้วนตัวลง จากนั้นเขาได้ยินเสียง
เคาะประตู
เขาหันไปดูด้วยความสงสัยว่าเป็นใคร เป็นเรื่องน่าแปลก
เพราะเขาตระหนักดีว่า ทุกครั้งที่เขามาเยือนที่นี่ ไม่มีใครมาที่ประตู
บ้านเลย''
ดูเหมือนแกเร็ตอยู่ในครัวจะไม่ได้ยินเสียงเคาะแระตู เจบ
เดินไปเปิดประตู ข้างหลังเขานั้นเครื่องแขวนเสียงระฆังที่อยู่เหนือ
ระเบียงหลังบ้านส่งเสียงดังไม่หยุด
''มาแล้ว'' เขาร้องออกไป
เมื่อเปิดประตูหน้าบ้านเปิดอ้าออก ลมจึงกระโชกผ่านเข้ามาใน
ห้องนั่งเล่น พัดจดหมายทั้งหมดกระจัดกระจายไปที่พื้น แต่เจบ
ไม่ทันสังเกตเห็น ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่ที่ผู้มาเยือน
ที่มุขหน้าบ้าน เขาอดไม่ได้ที่จะจ้องมอง
ผู้ที่ยืนต่อหน้าเขาคือผู้หญิงสาวผมสีนํ้าตาลเข้มซึ่งเขาไม่
เคยเห็นมาก่อน เขาหยุดยืนอยู่ที่ช่องประตู แล้วรู้โดยแน่ชัดว่าเธอ
คือใคร แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่อาจกล่าวถ้อยคําใดๆ ออกมาได้ เขา
ขยับตัวมาข้างหนึ่งเพื่อหลีกทางให้เธอเดิน
''เข้ามาข้างในสิ'' เขาพูดเบาๆ
ขณะที่เธอเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตู ลมก็หยุดสนิทนิ่ง
ไปในทันที เธอชําเลืองมองเจบด้วยความอึดอัดใจเป็นเวลาพัก
หนึ่ง ที่ทั้งเขาและเธอไม่มีใครพูดอะไรกันเลย
''เธอต้องเป็นเธเรซ่าแน่'' เจบพูดขึ้นในที่สุด เจบได้ยินเสียง
แกเร็ตบ่นพึมพํากับตัวเองแทรกเข้ามา ในขณะที่เขาทําความสะ
อาดนํ้าแข็งที่ตกอยู่ในครัว ''ฉันได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเธอมามาก
เลย''
เธอกอดอกแล้วพูดตะกุกตะกักว่า ''ฉันรู้ดีค่ะ ว่าไม่มีใคร
คากคิดว่าฉันจะ...''
''ไม่เป็นไร'' เจบให้กําลังใจ
''เขาอยู่ที่นี่รึเปล่าคะ?''
เจบผงกศรีษะไปทางครัว
''ใช่ เขาอยู่ที่นี่ กําลังหาอะไรบางอย่างดื่มอยู่''
''เขาเป็นไงบ้างคะ?''
เจบยักไหล่ แล้วค่อยยิ้มแหยๆ ให้เธอ ''เธอต้องคุยกับ
เขา...''
เธเรซ่าผงกศรีษะ ทันใดนั้นก็รู้สึกสงสัยว่าการมาที่นี่เป็น
ความคิดที่ดีหรือไม่ เธอกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง แล้วเห็นจด
หมายทั้งหมดกระจัดกระจายไปทั่วพื้นทันที เธอสังเกตเห็นกระ
เป๋าเดินทางที่ยังไม่ได้รื้อเมื่อเขาไปเยี่ยมเธอวางอยู่บนประตูห้อง
นอนของเขาด้วย อย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นแล้วบ้านหลังนี้ก็ดู
เหมือนกับที่มันเคยเป็นมาตลอดทุกประการ
แน่นอนว่า...ยกเว้นรูปถ่ายที่วางอยู่บนโต๊ะนอกห้อง
เธอมองข้ามไหล่เจบไปเห็นรูปนั้น โดยปกติแล้วมันวางอยู่
ในห้องของเขา และด้วยเหตุผลบางอย่าง ตอนนี้มันมาอยู่ที่ซึ่ง
มองเห็นได้ดี และเธอไม่อาจละสายตาไปจากรูปนั้นได้ เธอยังคง
จ้องมองไปที่รูปนั้นในขณะที่แกเร็ตกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
''พ่อ เกิดอะไรขึ้นที่นี่...''
เขาตัวแข็งทื่อ เธเรซ่าหันไปมองหน้าเขาด้วยความไม่แน่ใจ
เป็นเวลาพักใหญ่ที่ทั้งเขาและเธอไม่มีใครพูดอะไรเลย เธเรซ่าสูด
หายใจเข้าใลกๆ หนึ่งครั้ง
''สวัสดี แกเร็ต'' เธอพูด
แกเร็ตไม่พูดอะไรเลย เจบหยิบกุญแจของเขาขึ้นมาจาก
โต๊ะ เพราะรู้ดีว่าถึงเวลาต้องไปแล้ว
''เธอสองคนมีเรื่องต้องคุยกันเยอะ ดังนั้นฉันจะออกไปจาก
ที่นี่''
เขาเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน แล้วหันชําเลืองมองด้วยหางตา
มาที่เธเรซ่า
''ยินดีที่ได้พบเธอ'' เขาพูดพึมพํา แต่ในขณะที่เขาพูด เขา
เลิกคิ้วแล้วยักไหล่เล็กน้อย เหมือนกับจะบอกว่าขอให้เธอโชคดี
ครู่หนึ่งเขาก็ไปอยู่นอกบ้านและเดินตามทางเดินลงไป
เมื่อเขาและเธออยู่กันตามลําพังแล้วแกเร็ตจึงถามขึ้นเสียง
ราบเรียบว่า ''คุณมาที่นี่ทําไม''
''ฉันอยากมาค่ะ'' เธอเอ่ยขึ้นเบาๆ ''ฉันอยากพบคุณอีกครั้ง''
''ทําไม?''
เธอไม่ตอบ
หลังจากชั่วขณะที่ลังเลอยู่ เธอเดินตรงไปหาเขาแทน โดย
ที่สายตาเธอไม่ได้ละไปจากดวงตาเขาเลย เมื่อเธอเข้าไปใกล้เขา
แล้ว เธอจึงวางนิ้วลงบนริมฝีปากเขาแล้วสั่นศรีษะเพื่อหยุดไม่ให้
เขาพูด ''ซู่ส์'' เธอกระซิบขึ้นว่า ''ไม่ต้องถามอะไรแล้วค่ะ...พอ
แล้วสําหรับตอนนี้ ได้โปรดเถอะค่ะ...'' เธอพยายามที่จะยิ้ม แต่
เนื่องจากเขาเห็นเธอได้ชัดขึ้น เขาจึงรู้ว่าเธอกําลังร้องไห้
เธอไม่อาจเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ ไม่มีถ้อยคําใดที่จะบรรยาย
ถึงความทุกข์ระทมที่เธอได้ผ่านพบมา
แทนที่จะกล่าวคําใด เธอสวมกอดเขาไว้ในวงแขน เขายก
แขนขึ้นโอบเธออย่างไม่สู้เต็มใจนัก ในขณะที่เธอซบศรีษะอิงเขา
ไว้ เธอจูบคอเขา แล้วดึงตัวเขาเข้ามาให้ใกล้ขึ้น เธอใช้มือลูบไล้
ไปตามเส้นผมเขา แล้วเลื่อนริมฝีปากเธอมาที่แก้มเขาอย่างเคลิบ
เคลิ้ม ไล่มาที่ริมฝีปากเขา จากนั้นเธอก็จูบเขาอีกครั้ง
และร้อนแรงยิ่งขึ้นในตอนนี้ โดยปราศจากสํานึกแห่งความคิดใดๆ
เขาเริ่มสนองตอบแรงปราถนาอันลุกโชนของเธอ มือเขาค่อยๆ
ไล้แผ่นหลังเธอขึ้นมาเพื่อหลอมเธอไว้แนบชิดเขา
ในห้องนั่งเล่น ท่ามกลางเสียงคํารามกึกก้องของท้องสมุทร
ที่กังวานแว่วเข้ามาในบ้าน ทั้งสองกอดรัดกันไว้แนบแน่นด้วยพ่าย
ต่อเพลิงปราถณาที่กําลังลุกโซนขึ้น ในที่สุดเธเรซ่าก็ถอยตัวกลับ
และในขณะที่เธอทําเช่นนั้น เธอก็เอื้อมไปจับมือเขาไว้ เธอจูงมือ
เขา แล้วเดินนําเขาไปยังห้องนอน
เธอเดินข้ามห้องไป ในขณะที่ปล่อยให้เขารออยู่แค่ตรง
ประตูด้านใน แสงไฟจากห้องนั่งเล่นลอดผ่านเข้ามาในห้องทําให้
เกิดเงาสาดข้ามห้องมา ด้วยความลังเลเพียงน้อยนิดก่อนที่จะ
มองหน้าเขาอีกครั้ง เธอเริ่มถอดเสื้อผ้าออก แกเร็ตขยับตัวเล็ก
น้อยเพื่อที่จะเปิดประตูห้องนอน แต่เธอสั่นศรีษะ ครั้งนี้เธออยาก
เห็นเขา และเธอก็อยากให้เขาเห็นเธอด้วย เธออยากให้แกเร็ตรู้
ว่าเขากําลังอยู่กับเธอ และไม่มีคนอื่น
เธอถอดเครื่องแต่งกายของเธอออกทีละชิ้นอย่างช้าๆ และ
เชื่องช้ากว่าที่เคยมาก ตั้งแต่เสื้อ...กางเกงยีน...เสื้อชั้นใน...กางเกง
ใน...เธอถอดเสื้อผ้าแต่ละชิ้นออกอย่างจงใจ ริมฝีปากเธอเผยอ
ออกเล็กน้อย ในขณะที่สายตาเธอไม่ยอมละไปจากดวงตาเขาเลย
เธอยืนเปลือยเปล่าอยู่ต่อหน้าเขา ปล่อยให้เขาจ้องสํารวจไปทั่ว
เรือนร่างเธอ
ในที่สุดเธอก็เดินเข้าไปใกล้เขา เธอยืนชิดตัวเขา แล้วลูบ
ไล้ไปทั่วร่างกายเขาตั้งแต่อก บ่า แขน เธอสัมผัสร่างเขาอย่างแผ่วเบา
ประหนึ่งว่าเธออยากจดจําท่วงท่าที่เขาแสดงออกต่อความรู้สึกนั้น
ไปตลอดกาล เธอก้าวถอยมาเพื่อให้เขาถอดเสื้อผ้าออก
ในขระที่เธอเฝ้าดูเขาอยู่ สายตาเธอดื่มดํ่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่
เห็น ในขณะที่เสื้อผ้าของเขาหลุดหล่นลงมาที่พื้น เธอขยับตัวไป
ด้านข้างเขาและจูบบ่าเขา แล้วค่อยๆ จูบไปรอบๆ ตัวเขาช้าๆ ริม
ฝีปากเธอประกบแน่นบนผิวกายเขา และความชุ่มชื้นยังคงค้างอยู่
ทุกหนทุกแห่งที่เธอใช้ริมฝีปากสัมผัสร่างเขา จากนั้นเธอจึงเดิน
นําเขาไปที่เตียง นอนลง แล้วโน้มตัวเขามาอยู่แนบชิดเธอ
ทั้งสองร่วมรักกันอย่างดุดันและกอดรัดกันแน่นจนถึงที่สุด
ความปราถนาอันเร่าร้อนรุนแรงของเขาและเธอไม่เหมือนกับครั้ง
ใดที่ทั้งสองเคยร่วมรักกันมาก่อน ความเจ็บปวดแต่ละครั้งคือ
สํานึกแห่งความสุขสมของอีกฝ่าย ทุกสัมผัสยิ่งปลุกเร้าอารมณ์
มากยิ่งกว่าครั้งใดที่ผ่านมา เขาและเธอชื่นชมบูชาเรือนร่างของ
กันและกันด้วยเพลิงเสน่หาอันเร่าร้อนรุนแรงที่หลอมรวมดวงใจ
ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะตราตรึงอยู่ในความทรงจําของทั้งสองไป
ตลอดกาล เหมือนกับว่าจะหวาดกลัวต่อสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นใน
อนาคต ในที่สุดเมื่อเขาและเธอถึงจุดสุดยอดแห่งอารมณ์พิศวาส
ร่วมกัน เธเรซ่าจึงเหวียงศรีษะไปด้านหลัง แล้วร้องออกมาดังๆ
ด้วยความสุขสมโดยไม่พยายามที่จะยับยั้งเสียงไว้เลย
หลังจากนั้นเธอจึงลุกขึ้นนั่งบนเตียง แล้วประคองศรีษะ
แกเร็ตไว้บนตักเธอ เธอใช้มือลูบผมเขาเป็นจังหวะสมํ่าเสมอแล้ว
ฟังเสียงลมหายใจเขาที่ค่อยๆ ลึกขึ้นเรื่อยๆ
ต่อมาในบ่ายวันนั้น แกเร็ตตื่นขึ้นมาตามลําพัง เขาสังเกต
เห็นเสื้อผ้าเธเรซ่าหายไปด้วย เขาจึงรีบคว้ากางเกงและเสื้อ
เชิ้ตมาสวม เขายังไม่ได้ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตในขณะที่ออกไปจาก
ห้องนอน และรีบค้นหาเธอในบ้าน
อากาศภายในบ้านหนาวเย็น
เขาพบเธออยู่ในครัว เธอสวมเสื้อแจ๊กเก็ตนั่งอยู่ที่โต๊ะ เขา
เห็นถ้วยกาแฟวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเธอ กาแฟในถ้วยพร่องไป
จนเกือบหมด เหมือนกับว่าเธอนั่งอยู่ที่นั่นมาพักหนึ่งแล้ว หม้อ
กาแฟอยู่ในอ่างล้างจานเรียบร้อย เขาดูนาฬิกาและรู้ว่าผล็อย
หลับไปเกือบสองชั่วโมง
''อยู่ที่นี่เอง'' เขาพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
เธเรซ่าหันชําเลืองมามองเขา เธอพูดเสียงหงอยๆ ว่า
''โอ้ เฮ้...ฉันไม่ได้ยินเสียงคุณตื่นขึ้นมาเลยค่ะ''
''คุณเป็นอะไรรึเปล่า?''
เธอเลี่ยงไม่ตอบตรงๆ ''มานั่งกับฉันสิคะ'' เธอเอ่ยคําพูด
นั้นแทน ''มีเรื่องราวมากมายที่ฉันต้องบอกคุณ''
แกเร็ตนั่งที่โต๊ะ เขายิ้มอย่างไม่ค่อยแน่ใจให้เธอ เธเรซ่า
ทํามือขยุกขยิกอยู่กับถ้วยกาแฟพักหนึ่ง เธอหลุบตาตํ่าลง เขา
เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่ตกลงมาข้างใบหน้าเธอขึ้นไป เมื่อเธอ
ไม่ตอบสนองอะไร เขาจึงดึงมือกลับ
ในที่สุดเธอก็เอื้อมมือไปที่ตัก แล้วหยิบจดหมายทั้งหมดขึ้น
มาวางบนโต๊ะโดยไม่ได้มองเขา ดูเหมือนเธอจะเก็บรวบรวมขึ้นมา
ในช่วงที่เขาหลับ
''ฉันพบขวดใบนั้นขณะวิ่งออกกําลังกายช่วงหน้าร้อนปีที่
แล้ว'' เธอเริ่มต้น เสียงของเธฮมั่นคงแต่เหินห่าง เหมือนกับว่า
กําลังหวนคิดถึงบางอย่างที่ปวดร้าวใจ ''ฉันไม่รู้เลยว่าจด
หมายที่อยู่ในนั้นเขียนว่าอะไร แต่หลังจากอ่านแล้วฉันเริ่มร้องไห้
มันเป็นจดหมายที่ไพเราะมากจริงๆ ฉันรู้ดีว่ามันกลั่นออกมาจาก
หัวใจคุณ และลักษณะที่เขียนขึ้นมานั้น...ฉันเข้าใจว่าฉันนําตัวเอง
ไปโยงกับสิ่งที่คุณเขียน เพราะฉันรู้สึกเหงามากด้วยเช่นกัน''
เธอมองเขา ''เช้าวันนั้น ฉันนําจดหมายไปให้เดียนน่าดู
การตีพิมพ์จดหมายฉบับนี้เป็นความคิดของเธอ ฉันไม่ต้องการ
ทําเช่นนั้นเลยในตอนแรก...ฉันคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป แต่
เธอกลับไม่เห็นว่ามันจะมีผลร้ายอะไร เธอคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่อง
ดีสําหรับผู้คนที่ได้อ่าน ดังนั้นฉันจึงใจอ่อน และนึกว่าเรื่องคงจบ
ลงแค่นั้น แต่มันก็ไม่ใช่''
เธอถอนหายใจ ''หลังจากฉันกลับมาบอสตัน ฉันได้รับ
โทรศัพท์จากคนซึ่งอ่านบทความนั้น เขาส่งจดหมายฉบับ
ที่สองมาให้ฉัน ซึ่งเป็นจดหมายที่เธอพบเมื่อสองสามปีก่อน หลัง
จากอ่านจดหมายฉบับนั้นแล้ว ฉันเกิดความติดตรึงใจ แต่ก็เป็น
อีกครั้งที่ฉันไม่คิดว่าจะมีสิ่งใดมากไปกว่านี้''
เธอหยุดพูดลงชั่วขณะ ''คุณเคยได้ยินชื่อนิตยสาร แยงกี้</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:24 pm
<span style='color:orange'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>มั้ยคะ?''
''ไม่เคย''
''มันเป็นนิตยสารเฉพาะเขตภูมิภาค ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักแพร่
หลายนอกเขตมลรัฐนิวอิงแลนด์ แต่ก็ตีเรื่องบางเร่องที่ดี นั่น
คือแหล่งที่ฉันพบจดหมายที่สาม''
แกเร็ตมองหน้าเธอด้วยความประหลาดใจ
''มันได้รับการตีพิมพ์ที่นั่นด้วยงั้นรึ?''
''ใช่ค่ะ มันได้รับการตีพิมพ์ที่นั่นด้วย ฉันสืบหาจนพบผู้
เขียนบทความดังกล่าว แล้วเขาก็ส่งจดหมายฉบับที่สามมาให้ฉัน
แล้ว...เฮ้อ ความอยากรู้อยากเห็นก็มีชัยเหนือฉัน ฉันมีจดหมาย
สามฉบับค่ะ แกเร็ต ไม่ใช่แค่หนึ่งฉบับแรก แล้วด้วย
ความช่วยเหลือจากเดียนน่า ฉันจึงค้นพบว่าคุณคือใคร แล้วฉันก็
มาเพื่อพบคุณ''
เธอยิ้มเศร้าๆ ''ฉันรู้ดีค่ะว่ามันฟังดูเหมือนที่คุณพูดว่ามัน
ออกจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่มันไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อมา
ตกหลุมรักคุณ ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเขียนบทความ ฉันไม่ได้
ลงมาที่นี่เพื่อมาดูว่าคุณคือใคร นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดค่ะ ฉัน
อยากพบคนเขียนจดหมายแสนไพเราะเหล่านั้น แล้วฉันก็ไปที่
ท่าเรือ และพบคุณที่นั่น เราพูดคุยกัน แล้วต่อจากนั้นถ้าคุณจํา
ได้นะคะ คุณก็ชวนฉันไปล่องเรือใบ ถ้าคุรไม่ชวน บางทีฉันอาจ
กลับบ้านไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว''
เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เธเรซ่าเอื้อมมือมาวางบนมือเขา
อย่างใส่ใจต่อความรู้สึก
''แต่คุณรู้อะไรมั้ยคะ? เราสนุกกันมากในคืนนั้น และฉันรู้
ดีว่าฉันอยากพบคุณอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะจดหมายพวกนี้ แต่เป็น
เพราะวิธีที่คุณปฏิบัติต่อฉัน แล้วทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเริ่มพัฒนา
ไปตามธรรมชาติจากจุดนั้นจริงๆ หลังจากพบกันครั้งแรกแล้ว ไม่
มีอะไรซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเราที่เป็นการวางแผนเลย มันเกิดขึ้นเอง
จริงๆ''
เขานั่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วมองดูจดหมาย ''ทําไมคุณไม่
บอกเรื่องจดหมายพวกนี้กับผม?'' เขาถาม
เธอต้องใช้เวลาพักหนึ่งก่อนตอบ ''มีบางเวลาที่ฉันอยาก
ทําเช่นนั้น แต่...ไม่รู้สิ...ฉันคิดว่าฉันคงเชื่อตัวเองว่า เราพบกันยัง
ไงไม่ใช่เรื่องสําคัญ สิ่งเดียวที่สําคัญคือ เราไปด้วยกันได้ดีแค่ไหน''
เธอหยุดพูดโดยรู้ว่ามีอย่างอื่นมากกว่านั้น ''อีกอย่าง ฉันไม่คิดว่า
คุณจะเข้าใจค่ะ ฉันไม่ต้องการสูญเสียคุณไป''
''ถ้าคุณบอกผมก่อนหน้านี้ ผมอาจจะเข้าใจก็ได้''
เธอมองดูเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ในขณะที่เขาตอบ ''คุณ
จะเข้าใจเหรอคะ แกเร็ต? คุณจะเข้าใจได้จริงๆ อย่างนั้นเหรอ
คะ?''
แกเร็ตรู้ว่ามันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อเขาไม่ตอบ เธเรซ่า
จึงสั่นศรีษะแล้วชําเลืองมองไปทางอื่น
''เมื่อคืนวาน ตอนที่คุณขอให้ฉันย้ายที่อยู่ ฉันไม่ได้ตอบ
ตกลงทันทีเพราะฉันกลัวเหตุผลที่คุณขอ'' เธอพูดอึกอัก ''ฉันจํา
เป็นต้องแน่ใจว่าคุณต้องการฉันค่ะ แกร็ต ฉันจําเป็นต้องแน่ใจ
ว่าคุณขอร้องฉันเพราะเรา และไม่ใช่เพราะคุณกําลังวิ่งหนีอะไร
บางอย่างอยู่ ฉันคิดว่าฉันคงอยากให้คุณทําให้ฉันมั่นใจเมื่อฉัน
กลับมาจากร้านค้า แต่คุณกลับพบจดหมายเหล่านั้นแทน...''
เธอยักไหล่ แล้วพูดอย่างอ่อนโยนยิ่งขึ้นในขณะนี้ ''ลึกลง
ไปในใจแล้วฉันคิดว่าฉันรู้เรื่องนี้ดีมาตลอด แต่ฉันก็อยากเชื่อว่า
ทุกอย่างจะเรียบร้อยไปได้ด้วยตัวของมันเอง''
''คุณกําลังพูดเรื่องอะไร?''
เธอไม่ตอบตรงๆ ''แกเร็ตคะ มันไม่ใช่ว่าฉันไม่คิดว่าคุณ
รักฉันนะคะ เพราะฉันรู้ว่าคุณรัก นั่นคือสิ่งที่ทําให้เรื่องทั้งหมดนี้
ยากเหลือเกิน ฉันรู้ดีค่ะว่าคุณรักฉัน และฉันก็รักคุณด้วย แล้ว
ถ้าสถานการณ์ทุกอย่างแตกต่างไปจากนี้ บางทีเราอาจผ่านพ้น
อุปสรรคทั้งหมดนี้ไปได้ แต่ในขณะนี้ฉันไม่คิดว่าเราจะทําเช่นนั้น
ได้ จนถึงบัดนี้ ฉันก็ไม่คิดว่าคุณพร้อม''
แกเร็ตรู้สึกราวกับถูกชกเข้าที่ท้อง เธอมองสบตาเขาตรงๆ
''ฉันไม่ได้ตาบอดนะคะ แกเร็ต ฉันรู้ว่าทําไมคุณถึงเงียบ
เหงาเหลือเกินในบางครั้งเมื่อเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ฉันรู้ดีว่าทําไม
คุณถึงได้อยากให้ฉันย้ายลงมาอยู่ที่นี่''
''เป็นเพราะผมคิดถึงคุณไง'' เขาพูดแทรกขึ้นมา
''นั่นส่วนหนึ่งค่ะ...แต่ไม่ใช่ทั้งหมด'' เธเรซ่าพูดแล้วหยุดลง
ครู่หนึ่งเพื่อกระพริบนํ้าตาให้ไหลย้อนกลับไป เสียงเธอเริ่มแตกพร่า
''มันเป็นเพราะแคธรีนด้วย''
เธอปาดหางตาเพื่อข่มนํ้าตาไว้อย่างเห็นได้ชัด โดยตั้งใจ
ไม่ให้มันหลั่งรินออกมา
''เมื่อคุณเล่าให้ฉันฟังถึงเธอครั้งแรก ฉันเห็นท่าทีที่คุณ
แสดงออกมา...มันชัดเจนว่าคุณยังรักเธอ แล้วเมื่อคืนวาน ทั้งๆ
ที่คุณโกรธ ฉันก็ได้เห็นท่าทีแบบเดิมที่คุณแสดงออกมาอีกครั้ง แม้
หลังจากที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดมา คุณยังคงไม่เลิกคิดถึงเธอ
แล้วต่อจากนั้น...สิ่งต่างๆ ที่คุณพูดออกมา...'' เธอสูดลมหายใจ
ที่ไม่เป็นจังหวะเข้าลึกๆ ''คุณไม่ได้โกรธเพียงเพราะว่าฉันพบจด
หมายพวกนี้ แต่คุณโกรธเพราะคุณรู้สึกว่าฉันไปคุกคามสิ่งที่คุณ
แคธรีนได้มีร่วมกันมาแล้วและยังคงมีอยู่''
แกเร็ตมองไปทางอื่น และได้ยินคํากล่าวตําหนิของพ่อเขา
ก้องอยู่ในหัว เธอเอื้อมมือขึ้นมาแตะมือเขาไว้อีกครั้ง
''คุณก็คือคุณค่ะ แกเร็ต คุณเป็นผู้ชายซึ่งรักใครก็รักไปตลอดกาลด้วย
...ไม่ว่าคุณจะรักฉันมากแค่ไหน ฉันก็ไม่คิดว่าธรรมชาติอยู่ใน
ตัวคุณจะลืมเธอได้แน่นอน แล้วฉันก็ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่กับความ
สงสัยว่าฉันเทียบชั้นกับเธอได้หรือไม่ด้วย''
''เราใช้ความพยายามกับมันได้นี่''
เขาเริ่มเสียงแหบพร่า ''ผมหมายถึง...ผมใช้ความพยายาม
กับมันได้น่ะ ผมรู้ว่าเรื่องนี้เปลี่ยนแปลงได้''
เธเรซ่าพูดตัดบทเขาพร้อมกับบีบมือเขาไว้ครู่หนึ่ง
''ฉันรู้ค่ะว่าคุณเชื่อเช่นนั้น แล้วส่วนหนึ่งในตัวฉันก็อยาก
เชื่อเช่นนั้นด้วย ถ้าคุณกอดฉันไว้ตอนนี้ แล้วอ้อนวอนให้ฉันอยู่
ฉันแน่ใจค่ะว่าฉันจะอยู่ เพราะว่าคุณเติมแต่งบางอย่างซึ่งขาดหาย
ไปนานแล้วในชีวิตฉัน เราจะดําเนินชีวิตต่อไปได้อีกครั้งเหมือน
กับที่เราเป็นมา โดยที่เราทั้งสองคนต่างเชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
...แต่มันไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นได้ คุณไม่เข้าใจเหรอคะ? เพราะว่า
ครั้งต่อมาที่เราโต้เถียงกัน...'' เธอหยุดพูด ''ฉันแข่งกับเธอไม่ได้
หรอกค่ะ และถึงแม้ว่าฉันอยากให้ความสัมพันธ์ของเราดําเนินต่อ
ไป แต่ฉันก็ทําไม่ได้ เพราะคุณเป็นคนที่จะไม่ยอมให้มันเป็นไปได้''
''แต่ผมรักคุณ''
เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน เธอปล่อยมือเขาแล้วเอื้อมขึ้นไปลูบ
แก้มเขาอย่างนุ่มนวล
''ฉันก็รักคุณเช่นกันค่ะ แกเร็ต แต่บางครั้งความรักอย่าง
เดียวไม่เพียงพอ''
แกเร็ตนิ่งเงียบเมื่อเธอพูดจบ หน้าเขาซีดเผือดท่ามกลาง
ความเงียบอันยาวนานระหว่างเขาและเธอ เธเรซ่าเริ่มร้องไห้ เขา
โน้มตัวไปหาเธอ โอบเธอไว้ แล้วกอดเธอไว้ด้วยแขนอันอ่อนเปลี้ย
เขาพิงแก้มไว้แนบผมเธอ ในขระที่เธอซุกหน้าลงกับอกเขา ร่าง
ของเธอสะท้านไหวในขระที่เธอสะอื้นไห้อยู่แนบอกเขา เป็นเวลา
นานก่อนที่เธเรซ่าจะเช็ดนํ้าตาที่แก้มแล้วผละออกมา ทั้งสองมอง
ดูกันและกัน แกเร็ตส่งสายตาอ้อนวอนออกมาเงียบๆ เธอสั่น
ศรีษะ
''ฉันอยู่ไม่ได้แล้วค่ะ แกเร็ต ถึงแม้ว่าเราทั้งสองอยากที่จะ
ให้เป็นเช่นนั้น ฉันทําไม่ได้ค่ะ''
ถ้อยคําดังกล่าวกระทบใจเขาอย่างแรง แกเร็ตรู้สึกว่าศรีษะ
เขาหมุนติ้วขึ้นมาในทันทีทันใด
''ไม่...'' เขาพูดเสียงแตกพร่า
เธเรซ่ายืนขึ้น เพราะรู้ว่าเธอต้องจากไปก่อนที่เธอจะหมด
ความกล้า
นอกบ้านฟ้าผ่าคํารามเสียงดังสนั่น ครู่ต่อมาฝนครึ้งก็เริ่ม
ตกลงมาเบาๆ
''ฉันต้องไปแล้วค่ะ''
เธอคล้องกระเป๋าถือไว้ที่ไหล่ แล้วออกเดินไปที่ประตูหน้า
บ้าน แกเร็ตมึนงงเกินกว่าจะขยับเขยื้อนตัวอยู่ชั่วขณะ
ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วตามเธออกไปนอกประตู
ด้วยอาการมึนงง ในขณะที่ฝนเริ่มตกลงมาไม่หยุดหย่อน รถเช่า
ของเธอจอดอยู่ที่ถนนทางเข้าบ้าน แกเร็ตเฝ้าดูในขณะที่เธอเปิด
ประตูรถโดยคิดไม่ออกเลยว่าจะพูดอะไร เมื่ออยู่ในที่นั่งคนขับ
แล้ว เธอจึงควานหากุญแจอยู่ครู่หนึ่งแล้วสอดมันลงไปในรู เธอ
ฝืนยิ้มเนือยๆ ในขณะที่ปิดประตูรถ เธอเลื่อนกระจกลงทั้งที่ฝนตก
เพียงเพื่อให้เห็นเขาได้ชัดขึ้น เธอบิดกุญแจรถและรับรู้ถึงเครื่อง
ยนต์ที่กําลังหมุนอยู่ เขาและเธอจ้องมองซึ่งกันและกันขณะที่
รถยนต์ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปช้าๆ ตามถนนทางเข้า
สีหน้าเขาในขณะที่มองดูเธอ ทําลายประการในใจเธอลง
อย่างราบคาบ ในชั่วขณะนั้นเธออยากได้ทุกอย่างกลับคืนมา
เธออยากบอกเขาว่าเธอไม่ได้หมายความอย่างที่เธอพูด เธอต้อง
การบอกเขาว่าเธอยังคงรักเขาอยู่ และต้องการบอกเขาว่ามันไม่
ควรจบลงแบบนี้ น่าจะง่ายที่จะทําเช่นนั้น น่าจะรู้สึกดีเหลือเกิน
ถ้าได้ทํา
แต่ไม่ว่าเธออยากทําเช่นนั้นมากเพียงใดก็ตาม เธอก็ไม่อาจ
ฝืนตัวเองให้พูดถ้อยคําใดออกมาได้
เขาก้าวมาที่รถด้านหนึ่ง เธเรซ่าสั่นศรีษะเพื่อหยุดเขาไว้
เท่านี้ก็เจ็บปวดมากพอแล้ว
''ฉันคิดถึงคุณค่ะ แกเร็ต'' เธอพูดเบาๆ โดยไม่แน่ใจว่าเขา
จะได้ยินเสียงเธอหรือไม่ด้วยซํ้า เธอเข้าเกียร์ถอยหลัง
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น พายุฤดูหนาวทําให้หยาดฝนหนาขึ้น
และหนาวเย็นยิ่งขึ้น
แกเร็ตยืนตัวแข็งด้วยความหนาวยะเยือก ''ได้โปรดเถอะ''
เขาพูดด้วยนํ้าเสียงแหบพร่า
''อย่าทิ้งผมไป'' เสียงเขาตํ่าจนแทบจะถูกกลบด้วยเสียงฝน
เธอไม่ตอบ
เธอรู้ดีว่าเธอจะเริ่มร้องไห้อีกครั้งถ้าเธออยู่นานไปกว่านี้
เธอจึงเลื่อนกระจกขึ้น เหลียวมองไปข้างหลังแล้วเริ่มถอยรถออก
ไปจากถนนทางเข้า แกเร็ตวางมือบนฝากระโปรงรถ ในขณะ
ที่รถเริ่มเคลื่อนตัวไป นิ้วเขาลื่นไถลไปตามพื้นผิวรถอันเปียกชุ่ม
ในขณะที่รถถอยหลังออกไปช้าๆ ครู่หนึ่งรถก็อยู่บนถนนและพร้อม
ที่จะขับออกไป ที่ปัดนํ้าฝนสะบัดกลับไปกลับมา
แกเร็ตรู้สึกว่าโอกาสสุดท้ายของเขาได้หลุดลอยไปแล้ว
พร้อมๆ กับชั่วขณะอันเร่งด่วนฉับพลันนั้น
''เธเรซ่า'' เขาตะโกน ''รอด้วย''
ด้วยสายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน เธอจึงไม่ได้ยิน
เสียงเขา รถวิ่งผ่านบ้านไปแล้ว แกเร็ตวิ่งเหยาะๆ ไปจนสุดถนน
ทางเข้าบ้านแล้วโบกมือให้เธอเห็น แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สังเกต
เห็นเลย
''เธเรซ่า!'' แกเร็ตตะโกนอีกครั้ง ตอนนี้เขาอยู่กลางถนน
และกําลังวิ่งตามรถไป เท้าเขาเหยีบลงบนนํ้าที่เริ่มขังในหลุม
ตามถนนแตกกระเซ็น ไฟเบรกกระพริบขึ้นครู่หนึ่ง จากนั้นก็ติดนิ่ง
อยู่ในขณะที่รถหยุด หมอกและฝนหมุนคว้างอยู่รอบรถ ทําให้มอง
ดูคล้ายภาพลวงตา แกเร็ตรู้ดีว่าเธอกําลังมองเขาอยู่จากกระจก
ส่องหลังรถและเฝ้ามองอยู่ในขณะที่เขาวิ่งใกล้เข้ามา ยังคงมี
โอกาส...
ทันใดนั้นไฟเบรกก็กระตุกดับลง และรถยนต์เริ่มเคลื่อนไป
ข้างหน้าอีกครั้ง คราวนี้เร่งความเร็วสูงขึ้นกว่าเดิม แกเร็ตวิ่งตาม
รถต่อไปเรื่อยๆ เขาวิ่งตามรถไปในขณะที่รถขับมุ่งตรงลงสู่ถนน
ใหญ่ เขาเฝ้าแต่มองดู ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไปขึ้นเรื่อยๆ
และเริ่มเห็นรถคันเล็กลงทีละนิด ทีละนิด ในแต่ละชั่วขณะเวลาที่
ผ่านไป
เขาใช้พลังปอดไปจนหมดแรง แต่เขาก็ยังวิ่งต่อไปโดยแข่ง
กับสํานึกของการกระทําอันไร้ผล ฝนเริ่มหนาทึบประดุจม่านทําให้
เขามองเห็นได้อย่างยากลําบาก หยาดฝนตกลงมาเปียกชุ่มเสื้อ
เชิ้ตเขา
ในที่สุดเขาก็วิ่งช้าลงๆ แล้วหยุดวิ่ง อากาศโดยรอบทะมึน
ไปด้วยฝน ในขณะที่เขาหายใจหอบ เสื้อเชิ้ตเขาเปียกชุ่มแบบกับ
ผิวหนังและเส้นผมปรกลงมาที่ดวงตา
ขณะที่รอบๆ ตัวเขามีแต่สายฝนกระหนํ่าลงมานั้น เขายืน
อยู่กลางถนน เฝ้ามองดูรถเธอเลี้ยวไปตามทางโค้งแล้วหายลับตา
ไป
แกเร็ตยังคงไม่ขยับเขยื้อน เขาหยุดอยู่กลางถนนเป็นเวลา
นาน และพยายามผ่อนลมหายใจให้เป็นปกติโดยหวังว่าเธอจะ
กลับรถแล้วขับกลับมาหาเขา ปราถนาไม่ให้เธอหลุดลอยไป
ปราถนาโอกาสอีกครั้งหนึ่ง
เธอไปแล้ว...
ครู่ต่อมารถยนต์คันหนึ่งบีบแตรและอยู่ข้างหลังเขา และ
หัวใจเขาเต้นรัวขึ้นทันใด เขาหันไปโดยเร็วพร้อมกับเช็ดฝนออก
จากตา แทบจะคาดหวังว่าจะได้เห็นหน้าเธออยู่หลังกระจกรถ แต่
ทันใดนั้นเองเขาก็ได้เห็นว่าเขาคิดผิด แกเร็ตขยับตัวมาข้างถนน
เพื่อให้รถคันนั้นผ่านไป ในขณะที่เขารู้สึกถึงการจ้องมองด้วย
ความสงสัยจากชายผู้นั้น เขาตระหนักในทันใดนั้นเองว่าเขาไม่เคย
รู้สึกสุดแสนเดียวดายเช่นนี้มาก่อน
บนเครื่องบิน เธเรซ่านั่งอยู่โดยวางกระเป๋าถือไว้บน
ตัก เธอเป็นหนึ่งในคนสุดท้ายที่ขึ้นเครื่อง และเดินขึ้นไปบนเครื่อง
บินด้วยเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่นาทีก่อนเครื่องออก
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน เฝ้ามองสายฝนที่
โปรยปรายลงมาประดุจผืนม่าน บนลานวิ่งข้างล่างเธอ กระเป๋า
เดินทางใบสุดท้ายถูกลําเลียงขึ้นเครื่อง คนขนกระเป๋าทํางานอย่าง
รวดเร็วเพื่อป้องกันกระเป๋าไม่ให้เปียกฝน พวกเขาขนเสร็จในเวลา
เดียวกับที่ประตูขึ้นเครื่องปิดพอดี ครู่ต่อมาบันไดขึ้นเครื่องก็ถูก
ลากกลับไปยังอาคารผู้โดยสาร
มันเป็นเวลาใกล้คํ่า และแสงสีเทาอันมืดสลัวจะคงอยู่เช่น
นั้นต่อไปอีกไม่กี่นาที พนักงานหญิงดูแลผู้โดยสารบนเครื่องเดิน
สํารวจห้องผู้โดยสารเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้แน่ใจว่าของทุกอย่าง
เก็บไว้อย่างเหมาะสม จากนั้นจึงเดินตรงไปยังที่นั่งของพวกเธอ
ไฟห้องผู้โดยสารกระพริบ และเครื่องบินเริ่มเคลื่อนถอยหลังออก
ไปจากอาคารผู้โดยสารช้าๆ เพื่อตั้งลําไปในทิศทางของลู่วิ่ง
เครื่องบินหยุดขนานกับอาคารผู้โดยสารเพื่อรอรับอนุญาต
ให้บินขึ้น
เธอชําเลืองมองออกไปที่อาคารผู้โดยสารอย่างใจลอย เธอ
มองด้วยหางตาเห็นคนยืนอยู่คนเดียวใกล้หน้าต่างอาคารผู้โดยสาร
มือทั้งสองของเขากดทับอยู่บนกระจก เธอเพ่งมองให้ชัดขึ้น มัน
จะเป็นไปได้รึ?
เธอไม่อาจบอกได้ เพราะกระจกหน้าต่างสีจางๆ อาบไป
ด้วยฝนที่เทลงมาทําให้เธอมองเห็นไม่ชัด ถ้าเขาไม่ได้ยืนอยู่ติด
กระจกขนาดนั้น เธอจะไม่รู้เลยว่าเขาอยู่ที่นั่น
เธเรว่าจ้องมองคนคนนั้นต่อไป ลมหายใจเธอตีบตันอยู่ใน
ลําคอ
ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนกายเลย
เครื่องยนต์ส่งเสียงกึกก้อง จากนั้นจึงเงียบลง ในขณะที่ล้อ
เครื่องบินหมุนไปข้างหน้าช้าๆ เธอรู้ดีว่ามีเวลาเหลืออยู่เพียงครู่
เดียว ประตูทางออกขึ้นเครื่องที่อยู่เบื้องหลังเริ่มไกลห่างออกไป
ในขณะที่เครื่องบินค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้น
เครื่องบินมุ่งหน้าตรงไป...ตรงไปยังลู่วิ่ง...แล้วค่อยๆ เคลื่อน
ลําไกลออกไปจากเมืองวิลมิงตัน
เธอเหลียวไปจนสุดตาเพื่อมองแวบสุดท้าย แต่เป็นไปได้
ยากที่จะบอกว่าคนคนนั้นยังรออยู่ที่นั่นหรือไม่
ในขณะที่เครื่องบินแล่นไปตามพื้นรันเวย์ เข้าสู่ตําแหน่ง
สุดท้ายก่อนบินขึ้น เธอยังคงจ้องมองไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน
ต่อไป ด้วยความสงสัยว่า สิ่งที่เธอเห็นเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่
เธอจินตนาการขึ้นมาเอง เครื่องบินเลี้ยวหักมุมตั้งลําใน
ตําแหน่งสุดท้าย เธเรซ่ารู้สึกได้ถึงแรงพุ่งของเครื่องยนต์ในขณะ
ที่เครื่องบินวิ่งไปตามลู่วิ่ง ยางล้อส่งเสียงดังกึกก้องอยู่จนกระทั่ง
ยกตัวขึ้นจากพื้น เธอชําเลืองมองผ่านนํ้าตาที่เอ่อท้นและเฝ้าดู
ทัศนียภาพของเมืองวิลมิงตัน ในขณะที่เครื่องบินทะยานสูงขึ้น
เธอมองเห็นชายหาดอันว่างเปล่าในขณะเครื่องบินแล่นผ่านไป
เหนือสถานที่ต่างๆ...สะพานท่าเทียบเรือ...ท่าเรือ...
เครื่องบินเริ่มตะแคงเล็กน้อยเมื่อเลี้ยวโค้งไปทางทิศเหนือ
แล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน ทั้งหมดที่เธอสามารถเห็นได้จากหน้าต่าง
ติดที่นั่งเธอในขณะนี้คือผืนทะเล ทะเลแห่งเดียวกับที่ได้นําเขา
และเธอมาอยู่ด้วยกัน
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยตํ่าลงสู่ขอบฟ้าผ่านหลังกลุ่มเมฆ
อันหนาทึบ
ก่อนเครื่องบินทะยานเข้าไปในกลีบเมฆเพียงนิดเดียว ซึ่ง
จะปิดฉากเบื้องล่างลง เธอวางมือแนบกับกระจกหน้าต่าง
เครื่องบิน แล้วสัมผัสอย่างอ่อนโยนเพื่อจินตนาการถึงความรู้สึก
จากมือเขาอีกครั้ง
''ลาก่อน'' เธอแผ่วกระซิบ และเริ่มร้องไห้อยู่เงียบๆ</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:26 pm
<span style='color:gray'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>บทที่ 13
ปีต่อมาฤดูหนาวมาถึงเร็วกว่าปกติ เธเรซ่านั่งอยู่บน
ชายหาดใกล้กับจุดที่เธอพบขวดใบนั้นเป็นครั้งแรก เธอสังเกตว่า
ลมหนาวจากทะเลเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อเช้าที่เธอมาถึงที่นี่
กลุ่มเมฆสีเทาบนท้องฟ้าม้วนตัวอยู่ดูเป็นลางร้าย ในขณะที่คลื่น
เริ่มสูงและกระทบฝั่งดังถี่รัวขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็รู้ว่าพายุใกล้
จะก่อตัวขึ้นแล้ว
เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันออกมาที่นี่ ทบทวนให้
คลายสงสัยถึงความสัมพันธ์ของเขาและเธอตั้งแต่เริ่มต้นจวบจน
กระทั่งถึงวันที่เขาและเธอกล่าวลากัน โดยพิจารณาอย่างละเอียด
ผ่านความทรงจํา ราวกับจะค้นหาเศษเสี้ยวของความเข้าใจที่เธอ
อาจผิดพลาดมาก่อนตลอดปีที่ผ่านมา เธอถูกหลอกหลอนด้วย
สีหน้าของเขาในขณะที่เขายืนอยู่บนถนน และภาพสะท้อนของ
เขาจากกระจกส่องหลังรถยนต์ที่กําลังวิ่งไล่ตามรถในขระที่เธอ
ขับออกไป การจําพรากจากเขาไปเป็นสิ่งซึ่งยากที่สุดที่เธอเคยทํา
บ่อยครั้งที่เธอฝันถึงการย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตในวันนั้นอีกครั้ง
ในที่สุดเธอก็ยืนขึ้น แล้วออกเดินไปตามชายฝั่งทะเลท่าม
กลางความเงียบและปราถนาให้เขาอยู่กับเธอด้วย เขาคงมีความ
สุขกับวันในสายหมอกอันสงบเงียบเช่นนี้ และเธอจินตนาการว่า
เขากําลังเดินอยู่เคียงข้างเธอในขณะที่มองไปยังขอบฟ้า เธอหยุด
เดินแล้วถูดสะกดไว้ด้วยคลื่นอันปั่นป่วนที่ม้วนตัวอยู่ในทะเล และ
ในที่สุดเมื่อเธอหันหน้ามา เธอก็ตระหนักว่าภาพของเขาได้เลือน
หายไปจากเธอด้วย เธอยืนอยู่ตรงนั้นต่อไปอีกเป็นเวลานานและ
พยายามนําเขากลับมา แต่เมื่อภาพของเขาไม่หวนคืน เธอจึงรู้ว่า
มันถึงเวลาต้องไปแล้ว เธอออกเดินต่อไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ช้าลง
กว่าเดิม และสงสัยว่าเขาจะเข้าใจถึงเหตุผลที่เธอมาที่นี่ได้หรือไม่
เธอรู้สึกว่าความคิดของเธอย้อนกลับไปสู่วันต่อมาหลังจาก
การกล่าวลาครั้งสุดท้ายของเขาและเธอขึ้นมาในทันใด ทั้งๆ ที่เธอ
ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย เราใช้เวลามากเหลือเกินเพื่อชดเชยให้
กับสิ่งต่างๆ ซึ่งเราพลาดที่จะบอกกันและกัน เธอรําพึงกับตัวเอง
ถ้าเพียงแค่...เธอเริ่มคําถามนี้อีกครั้ง หลังจากที่เฝ้าถามตัวเองมา
นับพันครั้ง ภาพต่างๆ ของวันคือเหล่านั้นเริ่มสว่างวาบขึ้นหลัง
ดวงตาเธอคล้ายกับการฉายสไลด์ ซึ่งเธอปราศจากอํานาจที่จะ
ยับยั้งได้
ถ้าเพียงแค่...
หลังจากกลับถึงบอสตันแล้ว เธเรซ่าก็แวะรับเควิน
ระหว่างทางจากสนามบินกลับที่พัก เควินซึ่งใช้เวลาอยู่บ้านเพื่อน
เล่าย้อนถึงหนังที่เขาได้ดูมาอย่างตื่นเต้น โดยไม่ได้สังเกตว่า
ความจริงแล้วแม่เขาแทบไม่ได้ฟังเลย เมื่อกลับถึงบ้านแล้วเธอจึง
สั่งพิซซ่ามากินกับเควินในห้องนั่งเล่นพร้อมกับดูรายการโทรทัศน์
ไปด้วย
เมื่อเธอและเควินกินเสร็จแล้ว เธอทําให้เควินประหลาดใจ
ด้วยการขอให้เขามานั่งกับเธอพักหนึ่งแทนที่จะไปทําการบ้าน
ในขณะที่เขาเอนตัวพิงเธออยู่เงียบๆ บนโซฟานั้น เขาส่งสายตา
ชําเลืองมองเธอด้วยความกังวลเป็นครั้งคราว แต่เธอก็ทําเพียง
แค่ลูบผมเขาแล้วยิ้มให้อย่างใจลอย ราวกับว่าเธออยู่ในที่บางแห่ง
ไกลออกไป
ต่อมา หลังจากที่เควินเข้านอนและเธอรู้ว่าเขางีบหลับไป
แล้ว เธอจึงสวมเสื้อกางเกงนอนนุ่มๆ เดินมารินไวน์ให้ตัวเองหนึ่ง
แก้ว แล้วปิดเครื่องตอบรับข้างโทรศัพท์ระหว่างเดินกลับไปห้อง
นอน
ในวันจันทร์ เธอกินอาหารมื้อเที่ยงอันยาวนานกับเดียนน่า
แล้วเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง เธอพยายามทําเสียงให้เข้ม
แข็ง แต่กระนั้นเดียนน่าก็จับมือเธอไว้ตลอดเวลาขณะที่ฟังอยู่
อย่างใคร่ครวญ และแทบจะไม่พูดอะไรเลย
''ดีแล้วละ'' เธเรซ่าพูดอย่างเด็ดเดี่ยวเมื่อเธอเล่าจบ ''ฉัน
เห็นด้วยกับเรื่องนี้'' เดียนน่าจ้องมองเธอเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง
แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสารเห็นใจ แต่เธอไม่กล่าวอะไร
เลย เพียงแค่ผงกศรีษะยอมรับการใช้สิทธิอันกล้าหาญของเธเรซ่า
ในช่วงสองสามวันต่อมา เธเรซ่าพยายามอย่างที่สุดที่จะ
หลีกเลี่ยงการคิดถึงเขา การพยายามเขียนบทความของเธอต่อไป
เรื่อยๆ คือเครื่องปลอบประโลมใจ การจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ต้อง
ค้นคว้าและกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นถ้อยคําเป็นการใช้แรง
ใจทั้งหมดที่เธอมี บรรยากาศอันชุลมุนวุ่นวายในห้องเขียนข่าว
ก็ช่วยได้อีกทางเช่นกัน และเนื่องจากการประชุมทางโทรศัพท์
กับแดน แมนเดล ได้กลายเป็นทุกอย่างตามที่เดียนน่าสัญญาไว้
เธเรซ่าจึงจดการกับงานของเธอด้วยความกระตือรือร้นที่ได้รับแรง
กระตุ้นขึ้นใหม่ โดยเขียนเตรียมไว้สองหรือสามบทความต่อวัน
และเขียนได้เร็วกว่าที่เธอเคยเขียนมาก่อน
แต่ในตอนเย็น หลังจากที่เควินเข้านอนและเธออยู่เพียง
ลําพังนั้น เธอรู้สึกยากที่จะลบภาพเขาให้เลือนไปจากใจ เธเรซ่า
นํานิสัยจากที่ทํางานมาใช้ด้วยการพยายามจดจ่ออยู่กับงานอื่นๆ
แทน เธอทําความสะอาดที่พักอย่างหมดจดเรียบร้อยในระหว่าง
ช่วงเย็นสองสามวันต่อมา ทั้งขัดถูพื้น ล้างตู้เย็น ดูดฝุ่นและเช็ด
ฝุ่นในห้อง จัดตู้ต่างๆ ใหม่ ไม่มีสิ่งใดทิ้งไว้โดยไม่ได้แตะต้อง เธอ
ทําแม้แต่เลือกเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วออกจากลิ้นชัก โดยตั้งใจว่าจะนํา
ไปบริจากให้การกุศล หลังจากนําเสื้อผ้าใส่กล่อง แล้วเธอก็ถือ
ไปใส่ท้ายรถ คืนนั้นเธอเดินกลับไปกลับมาทั่วห้องเพื่อมองหา
บางอย่างที่จําเป็นต้องทํา อะไรก็ได้ ในที่สุดก็พบว่าเธอทําทุก
อย่างเสร็จหมดแล้ว แต่ก็ยังนอนไม่หลับ เธอจึงเปิดโทรทัศน์ดู
เธอกดเปลี่ยนช่องต่างๆ และหยุดดู เมื่อเห็นลินดา รอนสแตดต์
ให้สัมภาษณ์ในรายการ Tonight ทั้งๆ ที่เธเรซ่าชื่นชอบเพลงของ
เธอเสมอ แต่ต่อมาเมื่อลินดาเดินไปที่ไมโครโฟนเพื่อร้องเพลงรัก
หวานซึ้ง เธเรซ่ากลับเริ่มร้องไห้ เธอร้องไห้ไม่หยุดเป็นเวลาเกือบ
ชั่วโมง
สุดสัปดาห์นั้น เธอและเควินไปดูทีมนิวอิงแลนด์
แพทริออตส์*แข่งกับทีมชิคาโกแบร์*(*New England Patriots และ
Chicago Bears คือชื่อทีมอเมริกันฟุตบอลในสังกัด NFL และ National
Football League ซึ่งเป็นลีกใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา New England
Patriots เป็นทีมในรัฐแมสซาซูเซตส์ Chicago Bears เป็นทีมในเมืองชิคาโก
รัฐอิลลินอยส์)เควินรบเร้าให้เธอพาไปดู
ทันทีที่ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลสิ้นสุดลง และในที่สุดเธอก็ตกลงพา
เขาไป แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจกติกาการแข่งขันเลยจริงๆ เธอและ
เควินนั่งบนอัฒจันทร์ โดยมีไอเย็นออกมาจากลมหายใจเล็กน้อย
ทั้งสองดื่มช็อกโกแลตร้อนผสมนํ้าเชื่อมและตะโกนเชียร์ทีมเจ้าบ้าน
หลังจากนั้นเธอและเควินเดินไปกินอาหารเย็น เธเรซ่าจึง
บอกเควินอย่างไม่สู้เต็มใจนักว่า เธอและแกเร็ตจะไม่ได้พบกันอีก
ต่อไปแล้ว
''แม่ฮะ มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อแม่ไปพบแกเร็ตครั้งสุด
ท้ายเหรอฮะ? เขาทําอะไรบางอย่างให้แม่โมโหเหนอ?''
''ไม่หรอก'' เธอตอบเบาๆ ''เขาไม่ได้ทํา'' เธอพูดอึกอัก
ก่อนที่จะชําเลืองมองไปทางอื่น ''เพียงแต่มันไม่ได้ถูดลิขิตมาแบบ
นั้น''
แม้ดูเหมือนว่าเควินจะงุนงงกับคําตอบนี้อย่างเห็นได้ชัด
แต่มันก็เป็นสิ่งใกล้เคียงกับความรู้สึกที่สุดซึ้งเธอสามารถนํามา
อธิบายให้ตัวเธอเองได้ทันทีในขณะนั้น
สัปดาห์ต่อมา ในขณะที่เธอกําลังทํางานอยู่กับเครื่องคอม
พิวเตอร์ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
''นั่นเธเรซ่าใช่มั้ย?''
''ค่ะ'' เธอตอบโดยจําเสียงไม่ได้
''นี่เจบ เบล็ก...พ่อของแกเร็ต ฉันรู้ดีว่านี่เป็นเรื่องที่ฟังดู
แปลก แต่ฉันอยากคุยกับเธอ''
''โอ้ สวัสดีค่ะ'' เธอพูดตะกุกตะกัก ''อืม ตอนนี้ฉันมีเวลา
ว่างคุยได้สองสามนาทีค่ะ''
เขาหยุดพูด ''ฉันอยากคุยกับเธอด้วยตัวเองถ้าเป็นไปได้
มันเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกใจที่จะคุยทางโทรศัพท์''
''ฉันขอถามได้มั้ยคะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?''
''มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับแกเร็ต'' เขาพูดเบาๆ ''ฉันรู้ดีว่ามัน
เป็นการขอร้องที่มาก แต่เธอคิดว่าจะนั่งเครื่องบินลงมาที่นี่ได้มั้ย?
ฉันจะไม่ขอร้องเลยถ้าเป็นเรื่องไม่สําคัญ''
ในที่สุดเธเรซ่าก็ตอบตกลง เธอทิ้งงานไว้และไปที่โรงเรียน
ของเควิน หลังจากรับเขามาก่อนเลิกเรียนแล้วเธอจึงแวะส่งเขา
ไว้กับเพื่อนที่ไว้ใจได้ และอธิบายว่าบางทีเธออาจต้องไปเป็นเวลา
สองสามวัน เควินพยายามสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการเดินทาง
กะทันหันของเธอ แต่พฤติกรรมอันร้อนรนเป็นพิเศษของเธอทํา
ให้เห็นได้ชัดว่าเธอคงต้องมาอธิบายเหตุผลให้ฟังในภายหลัง
''ฝากกล่าวสวัสดีให้ผมด้วนะฮะ'' เขาพูดแล้วจูบลาเธอ
เธเรซ่าเพียงแค่ผงกศรีษะ จากนั้นจึงไปสนามบินและขึ้น
เที่ยวบินแรกที่เธอสามารถไปได้ เมื่อถึงวิลมิงตันแล้วเธอจึงตรง
ไปยังบ้านของแกเร็ตอันเป็นที่ซึ่งเจบกําลังรอเธออยู่
''ฉันดีใจที่เธอมาได้'' เจบพูดขึ้นทันทีที่เธอมาถึง
''เกิดอะไรขึ้นคะ?'' เธอถามแล้วมองดูบ้านอย่างพินิจ
พิเคราะห์เพื่อหาสิ่งบ่งบอกว่ามีแกเร็ตอยู่ที่นั่นด้วยความสงสัย
ใคร่รู้
เจบดูแกกว่าที่เธอจําได้ เขาพาเธอไปยังโต๊ะในครัวแล้วดึง
เก้าอี้ออกมาเพื่อให้เธอนั่ง เขาเริ่มเล่าจากสิ่งที่เขารู้ด้วยนํ้าเสียง
อ่อนโยน
''จากเรื่องราวที่ผมรวบรวมได้จากการพูดคุยกับผู้คนต่างๆ
กันไปนั้น'' เขาเอ่ยเบาๆ
''แกเร็ตนําเรือแฮปเปนสแตนซ์ออกทะเลไปนานกว่าปกติ...''
มันเป็นอะไรบางอย่างที่เขาต้องทําจริงๆ แกเร็ตรู้ดี
ว่ามืดแล้ว กลุ่มเมฆอันหนาทึบที่ขอบฟ้าเป็นลางร้ายบอกว่าพายุ
กําลังขะเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนกลุ่มเมฆเหล่านั้นจะอยู่ไกลพอให้
เขามีเวลาเหลือเพื่อนําเรือเข้าฝั่งได้ทัน อีกอย่าง เขาก็ออกห่าง
จากฝั่งไปเพียงแค่ไม่กี่ไมล์ แม้จะมีพายุกระหนํ่ามา เขาก็น่าจะ
อยู่ใกล้ฝั่งพอที่จะนําเรือกลับมายังท่าเรือได้ หลังจากที่สวมถุงมือ
แล้วเขานําเรือแฮปเปนสแตนซ์ล่องผ่านไปตามคลื่นในทะเลที่กําลัง
สูงขึ้นโดยใบเรืออยู่ในตําแหน่งเรียบร้อย
เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่เขาใช้เส้นทางเดิมทุกครั้งที่ออกเรือ
โดยถูกผลักดันให้ล่องเรือไปตามสัญชาตญาณและความทรงจําที่
มีต่อแคธรีน มันเป็นความคิดของเธอที่จะล่องเรือตรงไปทางทิศ
ตะวันออกในคืนนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรือแฮปเปนสแตนซ์พร้อม
ออกทะเล ในจินตนาการของเธอนั้น เขาและเธอกําลังล่องเรือไป
ยุโรปซึ่งเป็นสถานที่ๆเธออยากไปเสมอมา บางครั้งเธอจะกลับมา
จากร้านค้าพร้อมด้วยนิตยสารท่องเที่ยว และพลิกดูภาพต่างๆใน
ขณะที่เขานั่งอยู่ข้างเธอ
เธออยากไปเห็นทุกแห่ง ทั้งปราสาทอันเลื่องชื่อใน
หุบเขาลุ่มแม่นํ้าลัวร์*(*Loire Valley - ดินแดนแห่งหุบเขาบริเวณ
ลุ่มนํ้าลัวร์ประเทศฝรั่งเศส ตลอดสองฝั่งแม่นํ้าเรียงรายไปด้วยปราสาท
และอาคารสถาปัตยกรรมอันงดงาม รวมทั้งปราสาทยุคเรอเนสซองส์อัน
วิจิตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโรแมนติก ทั้งความหรูหราของสถาปัตย
กรรมและท้องทุ่งธรรมชาติตลอดแนวชายฝั่งแม่นํ้าลัวร์)
วิหารพาร์เธนอน*(*Parthenon - วิหารหินอ่อนสีขาวตั้งอยู่ที่กรุงเอ
เธนส์ ประเทศกรีซ ประกอบด้วยเสาหินอ่อน 8 ต้น สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่
ประดิษฐานรูปนั้นของเธพีอะธีนา ในสมัยโบราณใช้เป็นท้องพระคลังเก็บ
สมบัติอันลํ้าค่าของประเทศกรีซ บนเพดาวิหารมีภาพเขียนรูปดวงดาวสีทอง
อยู่บนท้องฟ้า)ที่ราบสูงสกอตแลนด์*(*Scottish Highland - เขตที่ลาบ
สูงของสกอตแลนด์ ซึ่งมีท้องทุ่งมัวร์ทอดยาวไปตลอดแนว เป็นผืนป่ากว้างใหญ่
ที่สุดที่คงมีอยู่ในทวีปยุโรปและมีแนวชายฝั่งทะเลสาบอันงดงาม ภูมิประเทศ
สลับสับเปลี่ยนไปตลอดแนว ทั้งภูเขา หุบเขา ทะเลสาบ และทุ่งมัวร์ ปัจจุบัน
เป็นแหล่งท่องเที่ยวสําคัญแห่งหนึ่งในสก็อตแลนด์)มหาวิหาร*(*Basilica -
มหาวิหารที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดคือมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ หรือ Basilica
di San Pietro ตั้งอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี่ เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ภายในมหาวิหารมีรูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มพระเยซูไว้บนตัก หรือปิเอต้าของ
ไมเคิล แองเจโล ส่วนล่างของมหาวิหารเป็นที่เก็บพระศพของสันตะปาปาองค์ก่อนๆ)
และสถานที่ทุกแห่งที่เธอได้อ่านมา การเที่ยวในวัน
หยุดพักผ่อนอันแสนลํ้าเลิศของเธอเริ่มต้นจากสถานที่ธรรมดาไป
จนถึงสถานที่แปลกๆ แล้วเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่เธอซื้อนิตยสาร
ที่ต่างจากเดิมมาอ่าน
แต่แน่นอนว่าและเธอไม่เคยเดินทางไปถึงยุโรป
มันเป็นเรื่องที่เขาเสียใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเมื่อเขาย้อนกลับ
ไปดูชีวิตเมื่อครั้งอยู่กับเธอ เขารู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาควรทํา เขา
อาจทําให้เธอได้มากขนาดนั้น และเมื่อคิดย้อนกลับไปแล้ว อย่าง
น้อยทีสุดเขาก็รู้ดีว่ามันอาจเป็นไปได้ หลังจาก 2 ปีแห่งการเก็บ
ออม เขาและเธอมีเงินพอที่จะไปและคิดกลับไปกลับมาในการทํา
ตามแผนการเดินทาง แต่ในที่สุดเขาและเธอก็ใช้เงินซื้อร้าน เมื่อ
เธอตระหนักว่าความรับผิดชอบต่อธุรกิจไม่อาจทําให้เขาและเธอมี
เวลาพอที่จะไปได้แลว ท้ายที่สุดความฝันของเธอจึงเริ่มจางหายไป
เธอเริ่มนํานิตยสารต่างๆ กลับมาบ้านน้อยครั้งลงเรื่อยๆ หลังจาก
นั้นพักหนึ่งเธอก็ไม่ค่อยได้พูดถึงการไปเที่ยวยุโรปอีกเลย
อย่างไรก็ตาม ในคืนที่เขาและเธอนําเรือแฮปเปนสแตนซ์
ออกทะเลเป็นครั้งแรก เขารู้ดีว่าความฝันของเธอยังคงมีอยู่ เธอ
ยืนจับมือแกเร็ตไว้ที่หัวเรือแล้วมองออกไปไกลโพ้น ''เราจะได้ไป
กันมั้ย?'' เธอถามเขาอย่างอ่อนโยน และเขาจดจําภาพเธอใน
ขณะนั้นได้เสมอ ผมเธอปลิวสะบัดไหวท่ามกลางสายลม สีหน้า
เธอแจ่มจรัสไปด้วยความหวีงดุจดั่งนางฟ้า
''ได้สิ'' เขาสัญญากับเธอ ''ทันทีที่เรามีเวลา''
ต่อมาไม่ถึงปี แคธรีนก็ตายที่โรงพยาบาลโดยมีแกเร็ต
เคียงข้าง ในขณะที่เธอมีลูกอยู่ในท้อง
ต่อมา เมื่อความฝันของเขาเริ่มเกิดขึ้น เขาไม่รู้จะทํายังไง
และพยายามไม่ใส่ใจกับความรู้สึกทรมานใจอยู่พักหนึ่ง แล้วอย่าง
ฉับพลันด้วยความรู้สึกสิ้นหวังในเช้าวันหนึ่ง เขาพยายามหาทาง
ปลดปล่อยมันด้วยการบรรยายความรู้สึกของเขาออกมาเป็นถ้อย
คํา เขาเขียนอย่างรวดเร็วโดยไม่หยุด และจดหมายฉบับแรกมี
ความยาวเกือบห้าหน้ากระดาษ เขานําจดหมายที่เขียนเสร็จแล้ว
ไปกับเขาด้วยเมื่อเขาไปล่องเรือใบในเวลาต่อมาของวันนั้น และ
การได้อ่านจดหมายฉบับนั้นซํ้าอีกครั้งทําให้เขาเกิดความคิดอย่าง
หนึ่งขึ้นมาในทันทีทันใด เนื่องจากกระแสนํ้าอุ่นกัลฟ์สตรีมซึ่งไหล
ขึ้นไปทางตอนเหนือของสหรัฐอเมริกา จะเปลี่ยนเส้นทางไปทิศ
ตะวันออกในที่สุดเมื่อไหลมาถึงบริเวณนํ้าทะเลที่เย็นกว่าในมหา
สมุทรแอตแลนติก ซึ่งหากมีโชคเล็กน้อย ขวดใบหนึ่งอาจลอยไป
ยุโรปและถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งบนแผ่นดินยุโรปที่เธออยากไปเยือนมา
ตลอดได้ เมื่อตัดสินใจเช่นนั้นแล้ว เขาจึงใส่จดหมายลงในขวดซึ่ง
ปิดกั้นนํ้าไว้แล้วขว้างมันลงไปจากเรือ ด้วยความหวังที่จะรักษา
สัญญาซึ่งเขาให้ไว้กับเธอด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง และมันกลายเป็นนิสัย
ที่เขาไม่เคยเปลี่ยน
นับจากนั้นมาเขาได้เขียนจดหมายอีก 16 ฉบับ รวมเป็น
17 ฉบับ ถ้าคุณฉบับที่อยู่กับเขาตอนนี้ด้วย ในขณะที่เขายืน
อยู่ที่พังงาคัดท้ายเรือและกําลังล่องเรือมุ่งตรงไปทางทิศตะวันออก
นั้น เขาแตะขวดที่ซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตอย่างใจลอย เขาเขียน
มันขึ้นมาเช้านี้ทันทีที่เขาตื่นขึ้น
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม แต่แกเร็ตก็ยังนําเรือมุ่งหน้า
ตรงไปยังขอบฟ้า ข้างๆ ตัวเขาเสียงวิทยุแตกซ่าประกาศเตือนภัย
พายุที่กําลังจะมาถึง หลังจากชั่วขณะแห่งความลังเล เขาปิดวิทยุ
แล้วประเมินสภาพอากาศจากท้องฟ้า แล้วตัดสินใจว่าเขายังพอมี
เวลา ลมแรงพัดมาไม่หยุดหย่อน และยังไม่อาจคาดการณ์สิ่งที่จะ
เกิดขึ้นได้
หลังจากที่เขียนจดหมายฉบับนี้ถึงแคธรีนแล้ว เขาได้เขียน
จดหมายฉบับที่สองด้วย ซึ่งฉบับนั้นเขาดูแลมันไว้อย่างดีแล้ว
แต่เป็นเพราะจดหมายฉบับที่สองทําให้เขารู้ว่าเขาต้องส่งจดหมาย
ของแคธรีนวันนี้ พายุเรียงรายเป็นแนวยาวพาดผ่านมหาสมุทร
แอตแลนติก โดยเคลื่อนตัวช้าๆ จากทิศตะวันตกเป็นแถบขบวน
ตรงไปยังแนวฝั่งทะเลตะวันออก จากรายงานข่าวทางโทรทัศน์
จากผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ดูเหมือนเขาไม่สามารถออกมาจาก
บริเวณนั้นได้เป็นเวลาอย่างน้อยอีกหนึ่งสัปดาห์ และนั่นเป็นเวลา
นานเกินกว่าที่จะรอได้ เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็คงหายสาบสูญไปแล้ว
ทะเลคงยังมีคลื่นสูงต่อไป คลื่นกลางทะเลแตกตัวสูงขึ้น
ในขณะที่ร่องนํ้าระหว่างคลื่นสองลูกมีระดับลึกลงเล็กน้อย ใบเรือ
เริ่มตึงเกินไปจากแรงลมที่พัดหนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง แกเร็ตประ
เมินสถานการณ์ของเขา ทะเลบริเวณนี้ลึก แม้จะไม่ลึกมากทีเดียว
นัก กระแสนํ้าอุ่นกัลฟ์สตรีมหายไปจากปรากฏการณ์ทางธรรม
ชาติในฤดูร้อน และทางเดียวที่ขวดดังกล่าวยังคงมีโอกาสข้าม
มหาสมุทรไปได้คือ ถ้ามันออกนอกทะเลไปไกลพอตอนที่หย่อนมัน
ลงไป มิฉะนั้นแล้วพายุอาจพัดมันขึ้นฝั่งภายในไม่กี่วัน และใน
บรรดาจดหมายทุกฉบับที่เขาเขียนถึงเธอนั้น เขาต้องการให้จด
หมายฉบับนี้ไปถึงยุโรปได้สําเร็จมากกว่าฉบับใดๆ เขาตัดสินใจ
ว่ามันจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาส่งไป
บนขอบฟ้าปกคลุมด้วยเมฆดูเป็นลางร้าย เขาใส่เสื้อกัน
ฝนแล้วติดกระดุมขณะฝนตกลงมา เขาหวังว่ามันจะปกป้องเขา
ได้อย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงเวลาสั้นๆ
เรือแฮปเปนสแตนซ์เริ่มกระดอนขึ้นลงเมื่อเคลื่อนตัวออก
ไปไกลในทะเล เขาจับพังงาคัดท้ายเรือไว้ทั้งสองมือเพื่อคงเรือไว้
ให้นิ่งที่สุดเท่าที่เขาจะทําได้ เมื่อลมเปลี่ยนทิศและพัดแรงขึ้นอัน
เป็นสัญญาณเตือนก่อนหน้าที่จะมีพายุ เขาเริ่มเปลี่ยนทิศทางเรือ
แล้วเอียงเรือข้างยอดคลื่นไปทั้งๆ ที่เสี่ยงอันตราย การเปลี่ยน
ทิศทางเรือทําได้ยากในสภาพการณ์เช่นนี้ ส่งผลให้เขาล่องเรือ
ไปข้างหน้าได้ช้าลง แต่เขาชอบล่องเรือโต้ลมในขณะนี้มากกว่า
พยายามเปลี่ยนทิศทางเรือระหว่างทางล่องกลับถ้าพายุไล่เขาทัน
ความพยายามดังกล่าวเริ่มทําให้เขาหมดเรี่ยวแรง ทุกครั้ง
ที่เขาหันใบเรือ เขาต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีเพียงเพื่อคงตําแหน่งใบ
เรือไว้ไม่ให้สูญเสียการควบคุม มือเขาแสบเมื่อถูกเชือกครูดทั้งๆ
ที่สวมถุงมือ มีสองครั้งขณะที่ลมกระโชกมาโดยไม่ทันคาดคิด เขา
เกือบสูญเยการทรงตัว แต่ก็ปลอดภัย เพียงเพราะว่าลมกระโชก
สงบนิ่งไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับที่พัดมา
เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่เขาเปลี่ยนทิศทางเรือต่อไป และ
ช่วงที่ผ่านมาก็เฝ้ามองพายุที่ก่อตัวอยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนพายุจะ
หยุดลงกลางคัน แต่เขารู้ดีว่านั่นคือภาพลวงตา พายุน่าจะเข้า
ถึงฝั่งภายในสองสามชั่วโมงนี้ ทันทีที่พายุมาถึงเขตที่นํ้าทะเลตื้น
ขึ้นมันจะโหมรุนแรงกว่าเดิม และทะเลจะกลายเป็นที่ซึ่งไม่สามารถ
เดินเรือผ่านได้ ขณะนี้มันเพียงแค่กําลังรวบรวมพลังอยู่เหมือน
สายชนวนที่เผาไหม้อย่างช้าๆ และพร้อมที่จะระเบิดได้ทันที
แกเร็ตเคยติดอยู่ในพายุหนักมาก่อน และรู้จักมันดีเกินกว่า
จะประเมินพลังของพายุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ตํ่าเกินไป ทะเลจะกลืน
เขาลงไปหากเคลื่อนไหวโดยไม่ระมัดระวังเพียงครั้งเดียว และเขา
ตัดสินใจไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น เขาหัวรั้น แต่ไม่โง่ ในชั่วขณะ
ที่เขารับรู้ถึงอันตรายอย่างแท้จริง เขาจะรีบหันเรือล่องกลับไปยัง
ท่าเรือ
เบื้องบนเขานั้น กลุ่มเมฆก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ โดยม้วนตัว
บิดไปสู่รูปทรงใหม่ ฝนเริ่มตกลงมาเบาๆ แกเร็ตเงยหน้ามองขึ้น
ไป และรู้ดีว่านี่เป็นแค่การเริ่มต้น ''มีเวลาอีกเพียงแค่สองสาม
นาทีเท่านั้น ฟ้าแลบสว่างวาบพาดผ่านท้องฟ้า แกเร็ต
นับจํานวนวินาทีที่เหลืออกมาดังๆ ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงฟ้าร้อง
สองนาทีครึ่ง ต่อมาก็ปรากฏเสียงดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วมหา
สมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นในที่สุด ศูนย์กลางพายุอยู่ห่างออก
ไป 20 ไมล์โดยประมาณ ด้วยแรงของกระแสลม เขาคํานวณว่า
เขามีเวลาเกินชั่วโมงก่อนที่พายุจะกระหนํ่าเข้ามาเต็มแรง เขากะ
ว่าเรือจะวกกลับไปไกลแล้วเมื่อถึงเวลานั้น
ฝนยังคงตกอยู่ต่อไป
ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามาในขณะที่เขาล่องเรือไปข้าง
หน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยตํ่าลง กลุ่มเมฆอันหนา
ทึบด้านบนได้ปิดกั้นแสงอาทิตย์ที่เหลือไว้ไม่ให้เห็น ในขณะที่
อุณหภูมิของอากาศลดลงอย่างรวดเร็ว สิบนาทีต่อมา ฝนเริ่ม
ตกหนักขึ้นและหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ
ระยําจริง! เขากําลังจะหมดเวลาแล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงที่นั่น
เกลียวคลื่นดูเหมือนจะสูงขึ้นและท้องทะเลปั่นป่วนในขณะ
ที่เรือแฮปเปนสแตนซ์วิ่งตัดฝ่าไป เขาแยกขาออกกว้างขึ้นเพื่อทรง
ตัว พังงาคัดท้ายเรือนิ่งแล้ว แต่ขณะนี้เกลียวคลื่นเริ่มทะแยงลง
ทําให้เรือโคลงเคลงคล้ายกับเปลเด็กที่แกว่งไกว เขานําเรือเดิน
หน้าต่อไปอย่างเด็ดเดี่ยว
หลายนาทีต่อมาฟ้าแลบกะพริบวาบขึ้นอีกครั้ง...หยุด...แล้ว
เกิดฟ้าร้อง 20 ไมล์แล้วตอนนี้ เขาตรวจดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ
ถ้าพายุแรงขึ้นด้วยอัตราเร็วเช่นนี้เขาจะฝ่ามันไปได้ และยังสามารถ
นําเรือกลับไปสู่ท่าได้ทันเวลาตราบเท่าที่ลมยังพัดในทิศทางเดิม
ต่อไป
แต่ถ้าลมเปลี่ยนทิศล่ะ...
แกเร็ตฉุกใจคิดถึงสถานการณ์นั้น เขานําเรืออกทะเลมา
เป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่งแล้ว โดยล่องมาตามลม จําเป็นต้องใช้
เวลาอย่างมากที่สุดหนึ่งชั่วโมงครึ่งเพื่อเดินทางกลับ ถ้าทุกอย่าง
เป็นไปตามแผน พายุจะซัดขึ้นฝั่งเวลาเดียวกับที่เขาไปถึง
''ระยํา'' คราวนี้เขาพูดออกมาดังๆ เขาต้องหย่อนขวดลง
ไปแล้วตอนนี้ แม้ว่าจะหย่อนมันลงไปไม่ได้ไกลเท่าที่อยากให้เป็น
แต่เขาไม่อาจเสี่ยงไปไกลมากกว่านี้ได้อีกแล้วแม้แต่นิดเดียว
เขากําพังงาคัดท้ายเรืออันสั่นสะท้านไว้แน่นด้วยมือข้าง
หนึ่ง ในขณะที่เอื้อมมืออีกข้างหนึ่งลงไปในเสื้อแจ๊กเก็ตแล้วหยิบ
ขวดออกมา เขากดจุกก๊อกลงไปเพื่อให้แน่ใจว่าปิดขวดแน่น จาก
นั้นจึงชูขวดขึ้นส่องกับแสงอันขมุกขมัวและเห็นจดหมายม้วนแน่น
อยู่ในขวด
เขาจ้องมองจดหมายในขวดและรู้สึกสํานึกในความสําเร็จ
ประหนึ่งว่าการเดินทางอันยาวนานได้มาถึงจุดจบแล้วในที่สุด
''ขอบคุณ'' เขากระซิบ เสียงของเขาถูกกลบด้วยเสียงครั่น
ครืนของคลื่นจนแทบไม่ได้ยิน
เขาขว้างขวดไปไกลที่สุดเท่าที่เขาสามารถจะทําได้ แล้ว
เฝ้ามองเห็นขวดใบนั้นลอยคว้างไปจนไม่อาจมองเห็นอีกต่อไปเมื่อ
มันตกกระแทกนํ้าทะเล ภารกิจได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
ตอนนี้ถึงเวลากลับลําเรือแล้ว
ชั่วขณะนั้นเอง ปรากฏฟ้าแลบสองสายแยกตัดผ่านท้องฟ้า
ลงมาพร้อมๆ กัน ศูนย์กลางพายุอยู่ห่างจากเรือ 15 ไมล์แล้วใน
ขณะนี้ เขาลังเลอยู่ด้วยความกังวลตรงซิงมาหาเขา
เขาใช้เชือกโยงใบผูกยึดพังงาคัดท้ายเรือไว้ให้นิ่งในขณะที่
กลับไปท้ายเรือ เขาต่อสู้อย่างบ้าคลั่งเพื่อรักษาการควบคุมทิศ
ทางของคานพยุงใบเรือไว้และกําลังสูญเสียนาทีอันมีค่าไป เชือก
ครูดตัดถุงมือขาดจนมือเขาแสบ ในที่สุดเขาก็หันใบเรือเปลี่ยน
ทิศทางได้สําเร็จทําให้เรือเอียงอย่างรุนแรงขณะที่ใบเรือกินลม ใน
ขณะที่เขาพยายามมุ่งหน้ากลับอยู่นั้น เกิดลมหนาวพัดกระโชก
แรงมาจากทิศทางตรงข้ามอีกครั้ง อากาศร้อนเคลื่อนตัวปรี่เข้า
หาอากาศเย็น
เขาเปิดวิทยุฟังในเวลาเดียวกับที่ได้ยินเรือเร็ววิ่งออกประ
กาศเตือนพอดี เขาเร่งเสียงวิทยุให้ดังขึ้นอย่างรวดเร็วและฟังอยู่
ใกล้ๆ ในขณะที่วิทยุกระจายเสียงอธิบายถึงลักษณะอากาศที่
กําลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยํ้าอีกครั้ง...ขอเตือนเรือเล็ก
...ลมพายุอันตรายกําลังก่อตัวขึ้น...คาดว่าจะมีฝนตกหนัก''
พายุกําลังเพิ่มกระแสลมแรงขึ้น
ด้วยอุณหภูมิซึ่งลดตํ่าลงอย่างรวดเร็วทําให้ลมพายุทวีความ
รุนแรงขึ้นจนถึงระดับอันตรายใน 3 นาทีสุดท้าย โดยเพิ่มความ
เร็วขึ้นไปอยู่ในระดับคงที่ 25 น็อต*(*หน่วยแสดงความเร็วตาม
ระบบการเดินเรือ 1 น็อตเท่ากับ 1 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง หรือ 1,852
กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เป็นหน่วยวัดความเร็วเรือและความเร็วลม)
เขาโน้มตัวไปที่พังงาคัดท้ายเรือด้วยสํานึกถึงสิ่งต้องทําเร่ง
ด่วนที่ทวีขึ้น
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาตระหนักในทันทีทันใดนั้นว่า คลื่นที่สูงขึ้นกําลังยกท้าย
เรือขึ้นพ้นผิวนํ้าเป็นเหตุให้เรือไม่เปลี่ยนทิศไปตามหางเสือเมื่อหมุน
พังงาคัดท้ายเรือ ดูเหมือนเรือจะถูกตรึงไว้ในทิศทางที่ผิดและ
แกว่งไปมาอย่างไม่มั่นคง เขาล่องเรือข้ามคลื่นสูงอีกลูกหนึ่งไปใน
ขณะที่ลําเรือฟาดกระแทกนํ้าทะเลอย่างแรงจนกราบเรือเกือบจม
''เร็วเข้าสิ...กินลมไว้'' เขากระซิบ ความตื่นเต้นตระหนกแผ่
ซ่านเข้ามาเกาะกุมความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเขาเป็นครั้งแรก
สถานการณ์เช่นนี้ทําให้ต้องใช้เวลานานมากเกินไป ครู่หนึ่งท้อง
ฟ้ามืดครึ้มลง และฝนเริ่มซัดสาดด้านข้างเรืออย่างหนักหน่วงราว
กับม่านที่ไม่อาจแทรกผ่านเข้าไปได้
ครู่ต่อมาหางเสือก็ลงไปอยู่ใต้นํ้าและจับทิศทางได้ในที่สุด
เรือจึงเริ่มหันลํา...
เรือยังคงเอียงไปด้านข้างมากขึ้นเรื่อยๆ...อย่างช้า...อย่าง
ช้าๆ
เขาเฝ้าดูคลื่นในทะเลรอบๆ ตัวสูงขึ้นมาจนก่อให้เกิดเสียง
ดังกึกก้องด้วยความอกสั่นขวัญที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คลื่น
ยักษ์พุ่งตรงมาหาเขา
เขากําลังจะไปไม่ถึงฝั่ง
เขายึดตัวเองไว้แน่นในขณะที่ตัวเรือตกเป็นเป้ากระแทกของ
คลื่นจนเกิดฟองขาวแตกกระเซ็นเป็นพู่ขึ้นมา เรือแฮปเปนสแตนซ์
เอียงมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ขาทั้งสองข้างของแกเร็ตทรุดลงนั้น เขา
ก็ยังกําพังงาคัดท้ายเรือไว้แน่น เขาตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอีก
ครั้งในขณะที่คลื่นสูงอีกลูกซัดเข้าที่เรือพอดี
นํ้าท่วมขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ
เรือพยายามตั้งลําอยู่ให้ได้ท่ามกลางลมกระโชกรุนแรงและ
นํ้าซึ่งไหลบ่าเข้ามาในเรือไม่หยุดหย่อน ในขณะนี้เป็นเวลาเกือบ
หนึ่งนาทีที่แรงนํ้าไหลกระหนํ่าเป็นสายไปบนดาดฟ้าเรือ จากนั้น
ลมจึงลดความเร็วลงไปในทันทีทันใดชั่วครู่หนึ่ง เรือแฮปเปนสแตนซ์
จึงเริ่มกลับมาตั้งลําขึ้นใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เสากระโดงเรือเอน
ขึ้นสู่ท้องฟ้าอันมืดทะมึนทีละน้อย หางเสือแตะพื้นนํ้าและจับทิศ
ทางได้อีกครั้ง แกเร็ตจึงหมุนพังงาคัดท้ายเรืออย่างแรงเพราะรู้ดี
ว่าเขาต้องรีบหมุนลําเรืออย่างรวดเร็ว</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:27 pm
<span style='color:green'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>
ฟ้าแลบขึ้นอีกครั้ง ศูนย์กลางพายุอยู่ห่างจากเรือ 7 ไมล์
แล้วขณะนี้
วิทยุส่งเสียงดังแตกซ่าเตือนภัย ''ยํ้า...ขอเตือนเรือเล็ก...
คาดว่าลมจะแรงขึ้นถึง 40 น็อต ยํ้า...ความเร็วลมอยู่ที่ 40 น็อต
และจะฏระโชกแรงถึง 50...''
แกเร็ตรู้ว่ากําลังตกอยู่ในอันตราย ไม่มีทางที่เขาจะ
ควบคุมเรือแฮปเปนสแตนซ์ได้ท่ามกลางลมแรงขนาดนั้น
เรือพยายามหันลําต่อไป ในขณะที่ต้องต่อสู้กับนํ้าหนักเรือ
ที่เพิ่มขึ้นและเกลียวคลื่นอันโหดร้ายในทะเล ขณะนี้นํ้าท่วมขาเขา
สูงขึ้นมาเกืบ 6 นิ้ว เกือบจะท่วมถึง...
ทันใดนั้นแรงลมพายุก็เริ่มพัดมาจากทิศทางตรงข้าม หยุด
เรือที่วิ่งอยู่ให้แน่นิ่งไป และทําให้เรือแฮปเปนสแตนซ์โคลงเคลง
เหมือนของเด็กเล่น ขณะที่เรือกําลังเสียสมดุลอย่างที่สุดอยู่นั้น
คลื่นลูกใหญ่ก็กระแทกกับเรือเข้าพอดี เสากระโดงเรือเอียงลงไป
จนปลายเสาชี้ไปที่ทะเล
คราวนี้ลมกระโชกไม่ยอมหยุด
ฝนอันหนาวยะเยือกซัดเข้ามาด้านข้านเรือทําให้เขามองไม่
เห็นอะไรเลย แทนที่เรือแฮปเปนสแตนซ์จะกลับมาตั้งลําใหม่กลับ
เริ่มเอียงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยเหตุที่ในเรือมีนํ้าหนักมากขึ้นจาก
ปริมาณนํ้าฝน แกเร็ตสูญเสียการทรงตัวอีกครั้งในขณะที่มุมเอียง
ของเรือทําให้ความพยายามในการลุกขึ้นยืนของเขาไร้ผล ถ้าคลื่น
สูงอีกลูกกระแทกเข้ามาอีกครั้ง
แกเร็ตไม่มีวันได้เห็นคลื่นที่กําลังเคลื่อนตัวเข้ามา
ในที่สุดคลื่นโถมกระแทกเข้าใส่เรืออย่างน่ากลัว ประดุจ
แรงเหวี่ยงดาบของเพชรฌฆาตที่ฟาดลงมากดข้างเรือแฮปเปน
สแตนซ์ที่เอียงอยู่จนเสากระโดงและใบเรือกระแทกลงไปในทะเล
เรือแฮปเปนสแตนซ์พ่ายแพ้แล้ว แกเร็ตยึดพังงาคัดท้ายเรือไว้
แน่น เพราะรู้ดีว่าหากปล่อยมือ เขาจะถูกกวาดลงทะเล
นํ้าทะเลเริ่มไหลเข้ามาในเรือแฮปเปนสแตนซ์อย่างรวดเร็ว
เรือโยกโคลงไปมาคล้ายป่าตัวใหญ่ที่กําลังจมนํ้า
เขาต้องไปเอาชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินซึ่งมีแพยางรวมอยู่ด้วย
มันคือโอกาสสุดท้ายของเขา แกเร็ตคืบตัวไปยังประตูห้องพักใน
เรือโดยใช้มือจับยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถช่วยพยุงตัวเขาไว้ได้
ในขณะที่ต่อสู้กับสายฝนที่กระหนํ่าลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน และ
ต่อสู้เพื่อชีวิตเขา
ฟ้าแลบและฟ้าร้องขึ้นอีกครั้งแทบจะพร้อมๆกัน
ในที่สุดเขามาถึงทางลงไปยังห้องพักบนเรือและคว้ามือจับ
ประตูไว้ แต่ประตูไม่อาจขยับเขยื้อนได้ เขาจึงยันเท้าไปที่ประตู
ในตําแหน่งที่จะทําให้เกิดแรงงัดเพิ่มขึ้นแล้วดึงประตูอีกครั้ง เมื่อ
ประตูแง้มออกนํ้าทะเลก็เริ่มไหลบ่าเข้าไปในห้อง แล้วทันใดนั้น
เขาก็ตระหนักว่าเขาได้ทําสิ่งผิดพลาดอย่างมหันต์
นํ้าไหลพุ่งพรวดเข้ามาบดบังสิ่งต่างๆ ภายในห้องอย่าง
รวดเร็ว ทันทีที่แกเร็ตเห็นชุดอุปกรณ์ฉุกเฉินซึ่งปกติแล้วจะเก็บไว้
อย่างมิดชิดในลังที่ยึดติดอยู่บนผนังห้อง มันก็ได้จมอยู่ใต้นํ้าไป
ซะแล้ว เขาตระหนักขึ้นในที่สุดว่า ไม่มีอะไรเลยที่จะป้องกันไม่ให้
เรือถูกกลืนลงทะเล
เขาต่อสู้กับแรงถาโถมของนํ้าอย่างบ้าคลั่งเพื่อปิดประตูห้อง
พักในเรือ แต่นํ้าซึ่งไหลพุ่งเข้ามา และการขาดแรงงัดที่เพียงพอ
ทําให้มันเป็นไปไม่ได้ เรือแฮปเปนสแตนซ์เริ่มจมลงอย่างรวดเร็ว
ชั่วไม่กี่พริบตาหัวเรือครึ่งงหนึ่งก็จมอยู่ใต้นํ้า
เขาฉุกคิดขึ้นมาในทันทีทันใดได้อีกครั้ง
เสื้อชูชีพ...
มันอยู่ใต้ที่นั่งท้ายเรือ
เขามองหาชูชีพเหล่านั้น มันยังอยู่เหนือนํ้า
เขากระเสือกกระสนอย่างสุดแรงเพื่อเอื้อมมือไปเกาะราว
ข้างเรือซึ่งเหลือเพียงส่วนที่ใช้จับเท่านั้นที่อยู่เหนือนํ้า เมื่อเขาคว้า
ที่จับไว้ได้นํ้าก็ขึ้นมาถึงอกเขาแล้ว เขาแตะเท้าไปมาอยู่ในมหา
สมุทรและก่นด่าตัวเอง เพราะรู้ดีว่าเขาควรใส่เสื้อชูชีพไว้ก่อนหน้า
นั้น
ขณะนี้ 3 ใน 4 ส่วนเรือจมอยู่ใต้นํ้าทะเลแล้ว และยังจมลง
ไปเรื่อยๆ
เขากระเสือกกระสนไปยังที่นั่งโดยกุมมือกันไว้แล้วออกแรง
เต็มที่เพื่อเคลื่อนตัวต้านนํ้าหนักคลื่นและนํ้าหนักตัวเขาเองที่แบก
อยู่ เมื่อไปได้ครึ่งทางนํ้าทะเลก็ขึ้นมาถึงคอเขา เขาประสบกับ
สถานการณ์ของความพยายามอันเปล่าประโยชน์ในที่สุด
เขากําลังจะไปต่อไม่ไหวแล้ว
นํ้าทะเลท่วมขึ้นมาถึงคางแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นล้มเลิกความ
พยายามในที่สุด ขณะที่ร่างกายเขาหมดเรี่ยวแรงและยังคงปฏิเสธ
ที่จะเชื่อว่าเรื่องจะจบลงแบบนี้
เขาปล่อยราวจับข้างเรือแล้วเริ่มว่ายนํ้าหนีไปจากเรือ เสื้อ
โค้ตและรองเท้าอันหนักอึ้งลากเขาลงไปในนํ้า เขาพยุงตัวอยู่กับที่
แล้วลอยตัวสูงขึ้นมากับระลอกคลื่นในจุดที่เขาเฝ้ามองดูเรือแฮป
เปนสแตนซ์เลื่อนลงสู่ใต้ทะเลในที่สุด จากนั้นเขาจึงพลิกตัว
และเริ่มว่ายนํ้าไปช้าๆ ในขณะที่ความหนาวเย็นและความอ่อนล้า
เริ่มทําให้เขารู้สึกตัวชา และเป็นไปไม่ได้ที่จะว่ายนํ้าไปถึงฝั่ง
เธเรซ่านั่งอยู่กับเจบที่โต๊ะ เขาเล่าให้ฟังอย่างกระ
ท่อนกระแท่น และใช้เวลานานเพื่อเล่าสิ่งที่เขารู้ให้เธอฟัง หลัง
จากนั้นแล้วเธเรซ่าจะหวนคิดถึงเรื่องราวของเขาตามที่เธอได้ฟังมา
มันไม่ใช่เรื่องที่เธอฟังด้วยความรู้วึกวิตกกังวลเลย แม้ว่ามันจะเป็น
เรื่องที่น่าสงสัยใคร่รู้เรื่องหนึ่ง เธอรู้ดีว่าแกเร็ตต้องรอดชีวิต เขา
เป็นนักเดินเรือที่เชี่ยวชาญและเป็นนักว่ายนํ้าที่เก่งยิ่งกว่านักเดิน
เรือเสียอีก เขารอบคอบและมีพลังเกินกว่าจะปราชัยกับอะไรบาง
อย่างเช่นนี้ ถ้ามีใครสามารถทําเรื่องนั้นได้สําเร็จแล้ว คนคนนั้น
จะต้องเป็นเขา
เธอเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาที่เจบด้วยความสับสน
''ฉันไม่เข้าใจค่ะ...ทําไมเขาถึงได้นําเรือออกไป ในเมื่อเขารู้
ดีว่ากําลังจะมีพายุมา?''
''ฉันไม่รู้'' เขาพูดเบาๆ โดยไม่กล้าสบตาเธอ
เธเรซ่าขมวดคิ้วจนเป็นร่อง ความรู้สึกงุนงงสับสนทําให้
เธอไม่สามารถรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวเธอได้ตามที่เป็นจริง
''เขาพูดอะไรกับคุณก่อนที่เขาจะออกไปรึเปล่าคะ?''
เจบสั่นศรีษะ เขาหน้าซีดและนัยน์ตาหลุบลงเหมือนกับ
จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เธเรซ่ามองไปรอบๆ ครัวอย่างเลื่อนลอย
ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับเพิ่งได้รับการทําความสะอาด
ก่อนที่เธอจะมาถึงชั่วครู่ เธอมองลอดผ่านประตูห้องนอนที่เปิดอยู่
เข้าไป และเห็นผ้าคลุมเตียงของแกเร็ตปูไว้อย่างเป็นระเบียบบน
เตียง น่าแปลกที่มีการจัดช่อดอกไม้ใหญ่สองช่อวางไว้บนนั้น
''ฉันไม่เข้าใจค่ะ เขาไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ย?''
''เธเรซ่า'' ในที่สุดเจบจึงพูดขึ้นด้วยนํ้าตาเอ่อท้น
''พวกเขาพบแกเร็ตเช้าวานนี้''
''เขาอยู่ที่โรงพยาบาลเหรอคะ?''
''ไม่ใช่'' เขาตอบเบาๆ
''งั้นเขาอยู่ที่ไหนคะ?'' เธอถามและปฏิเสธที่จะรับรู้ในสิ่งที่
เธอรู้แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เจบไม่ตอบ
ในขณะนั้นเองที่เธอเริ่มหายใจลําบากขึ้นมาทันทีทันใด มือ
เธอเริ่มสั่น และในที่สุดร่างของเธอก็เริ่มสะท้านไหว แกเร็ต! เธอ
คิด เกิดอะไรขึ้น? ทําไมคุณถึงไม่อยู่ที่นี่? เจบก้มหน้าลงเพื่อไม่
ให้เธอเห็นนํ้าตา แต่เธอได้ยินเสียงหอบสะอื้นของเขา
''เธเรซ่า...'' เขาพูดแล้วแผ่วเสียงลง
''เขาอยู่ที่ไหน?'' เธอยืนยันเอาคําตอบแล้วกระโดดขึ้นยืน
ด้วยพลังอันพลุ่งพล่านจากฮอร์โมนอะดรีนาลินที่ไม่อาจควบคุมได้
เธอได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มลงกระแทกพื้นด้านหลังดังโครม ราวกับดัง
มาจากระยะทางอันสุดแสนห่างไกล
เจบเงยหน้าขึ้นจ้องมองเธออยู่เงียบๆ จากนั้นเขาจึงจงใจ
ยกหลังมือเช็ดนํ้าตาเพียงครั้งเดียว ''พวกเขาพบศพแกเร็ตเช้า
วานนี้''
เธอรู้สึกแน่นหน้าอกเหมือนกับว่ากําลังหายใจไม่ออก
''เขาตายแล้ว เธเรซ่า''
บนชายหาดซึ่งเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เธเรซ่าปล่อย
ให้ตัวเองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานับจากเวลาก่อนหน้านั้น
หนึ่งปี
พวกเขาฝังแกเร็ตไว้เคียงคู่กับแคธรีนที่สุสานเล็กๆ ใกล้
บ้านเขา เจบและเธเรซ่ายืนอยู่ด้วยกันในพิธีสวดมนต์ข้างหลุม
ฝังศพล้อมรอบไปด้วยผู้คนซึ่งแกเร็ตรู้จักในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่
ทั้งเพื่อนๆ จากโรงเรียนมัธยม นักเรียนดํานํ้ารุ่นก่อนๆ บรรดาลูก
จ้างในร้านเขา พิธีเป็นอย่างเรียบง่าย และแม้ฝนจะโปรยปราย
ลงมาในขณะที่บาทหลวงกล่าวจบลงพอดี แต่กลุ่มคนก็ยังคงยืน
อ้อยอิ่งกันอยู่อีกนานหลังจากพิธีเสร็จสิ้นลง
งานรําลึกถึงผู้ตายจัดขึ้นที่บ้านของแกเร็ต ผู้คนเดินผ่าน
เข้ามาทีละคน ทุกคนแสดงความเสียใจและเล่าความทรงจําถึงผู้
ตายให้กันฟัง เมื่อสองสามคนสุดท้ายเดินเป็นแถวออกจากบ้าน
ไป เหลือเพียงเจบและเธเรซ่าอยู่กันตามลําพังแล้ว เจบจึงหยิบ
กล่องใบหนึ่งออกมาจากตู้ แล้วขอให้เธอนั่งอยู่กับเขา ในขณะที่
เขาและเธอสํารวจดูของในกล่องใบนั้นด้วยกัน
ภายในกล่องคือรูปถ่ายนับร้อยๆ รูป ตลอดเวลาสองสาม
ชั่วโมงต่อมา เธอเฝ้าดูรูปของแกเร็ตเรียงลําดับเรื่องราวตั้งแต่วัย
เด็กเรื่อยไปจนถึงวัยรุ่น ภาพเหล่านั้นคือชิ้นส่วนในชีวิตเขาที่ขาด
หายไป ซึ่งเธอมีอยู่เพียงแค่ในจินตนาการเท่านั้น ต่อจากนั้นก็มี
รูปต่างๆ ในปีต่อมา ตั้งแต่โรงเรียนมัธยมไปจนถึงวันรับปริญญา
จากมหาวิทยาลัย รูประหว่างการซ่อมแซมเรือแฮปเปนสแตนซ์
รูปแกเร็ตยืนอยู่หน้าร้านซึ่งออกแบบใหม่ก่อนเปิดดําเนินการ เธอ
สังเกตว่าทุกรูปที่เห็น รอยยิ้มของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอยิ้ม</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
โดย แมงป่อง » พฤหัสฯ. ก.ค. 17, 2008 8:30 pm
<span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ไปกับเขาด้วย และเห็นว่าลักษณะเครื่องแต่งกายส่วนใหญ่ของ
เขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ดูเหมือนเขาจะแต่งตัวแบบ
เดียวกันเสมอนับจากช่วงต้นวัยเด็กเป็นต้นมา ถ้าไม่ใช่รูปถ่ายใน
โอกาสพิเศษ ทั้งกางเกงยีน หรือไม่ก็กางเกงขาสั้น เสื้อเชิ้ตสบายๆ
และรองเท้าท็อปไซเดอร์โดยไม่สวมถุงเท้า
มีรูปถ่ายของแคธรีนเป็นโหลๆ ครั้งแรกดูเหมือนเจบจะรู้สึก
อึดอัดเมื่อเธอเห็นรูปถ่ายเหล่านั้น แต่น่าแปลกที่มันไม่มีผลกระ
ทบต่อจิตใจเธอเลยจริงๆ เธอไม่รู้สึกทั้งเสียใจหรือโกรธเพราะรูป
ถ่ายเหล่านั้นเลย มันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในอีกช่วงเวลาของชีวิต
เขาเท่านั้น
ต่อมาในเย็นวันนั้น ขณะที่เธอและเจบค้นดูไปจนถึงสอง
สามรูปสุดท้าย เธอก้ได้เห็นรูปหนึ่งของแกเร็ตที่สะดุดตาเธอ โดย
เฉพาะเป็นรูปของแกเร็ตที่เธอตกหลุมรัก เธอหยิบรูปนั้นขึ้นมาตรง
หน้าเป็นเวลานาน เจบสังเกตเห็นสีหน้าของเธอ เขาจึงอธิบาย
ว่าเป็นรูปที่ถ่ายไว้ในวันที่ระลึกถึงทหารซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติ
หน้าที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ขวดที่เธอพบจะถูกคลื่นซัดขึ้นมาที่เคป
คอด ในภาพนั้น แกเร็ตยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือของเขาตอนท้ายลํา
รูปนี้มองดูเหมือนที่เขาเป็นเมื่อเธอมาบ้านเขาครั้งแรกมาก ในที่
สุดเมื่อเธอตัดใจวางรูปนั้นลงได้แล้ว เจบจึงรับมาจากเธออย่าง
นุ่มนวล
เช้าวันต่อมาเขายื่นซองใบหนึ่งให้เธอ เมื่อเปิดออก
เธอจึงเห็นว่าซองนั้นคือสิ่งที่เขาส่งกลับมาให้เธอ รวมทั้งอื่นอีก
จํานวนหนึ่งพร้อมกับรูปถ่ายต่างๆ นั้น มีจดหมาย 3 ฉบับซึ่งเป็น
จดหมายที่ทําให้เธเรซ่าและแกเร็ตได้มาอยู่ด้วยกัน
''ฉันคิดว่าเขาคงอยากให้เธอได้สิ่งเหล่านี้''
เธอเสียใจเกินกว่าที่จะตอบ จึงได้แต่ผงกศรีษะขอบคุณอยู่
เงียบๆ
เธเรซ่าไม่สามารถจดจําเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสองสาม
วันแรกที่เธอกลับมาถึงบอสตันได้มากนัก และเมื่อมองย้อนกลับ
ไป เธอรู้ดีว่าจริงๆ แล้วเธอไม่ต้องการจดจําอะไรเลย เธอจําได้ว่า
เดียนน่ารอเธออยู่ที่สนามบินโลแกนเมื่อเครื่องบินที่เธอโดยสารมา
แตะลงพื้น หลังจากมองดูเธออย่างใส่ใจอยู่ครู่หนึ่งแล้ว เดียนน่า
จึงโทร.หาสามีเธอทันทีเพื่อสั่งให้เขานําเสื้อผ้าบางชุดมาให้ยังที่
พักของเธเรซ่า เพราะเธอตั้งใจว่าจะพักอยู่กับเธเรซ่าสองสามวัน
เธเรซ่าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเตียงโดยไม่สนใจที่จะลุกขึ้นมา แม้
แต่เวลาที่เควินกลับจากโรงเรียนมาถึงที่พัก
''แม่ของผมจะสบายดีได้อีกมั้ยฮะ?'' เควินถาม
''เธอแค่ต้องการเวลานิดหน่อยน่ะ เควิน'' เดียนน่าตอบ
''ฉันรู้ว่ามันยากสําหรับเธอ้วยเช่นกัน แต่ทุกอย่างจะเรียบ
ร้อยจ๊ะ''
ความฝันหลายครั้งของเธเรซ่าหากเธอพอจําได้เป็นเรื่องราว
ที่สับสนและไม่ปะติปะต่อกัน น่าแปลกใจที่แกเร็ตไม่เคยปรากฏ
ให้เห็นในความฝันทั้งหมดเหล่านั้นเลย เธเอไม่รู้ว่านั่นมีส่วนเป็น
ลางบอกเหตุอะไรอยู่บ้างหรือไม่ หรือแม้แต่ว่าเธอควรให้ความ
สําคัญกับมันหรือเปล่า ในอาการอันสับสนของเธอนั้น เธอรู้สึก
ยากที่จะคิดถึงเรื่องใดๆ ได้อย่างแจ่มแจ้ง เธอจึงเข้านอนแต่หัวคํ่า
แล้วอยู่ที่นั่น เพื่อให้ความมืดอันเงียบสงัดห่อหุ้มตัวเธอไว้นานที่สุด
เท่าที่เธอจะทําได้
บางครั้งเมื่อตื่นขึ้น เธอพบกับเสี้ยววินาทีของความสับสน
ที่ไม่ได้อิงอยู่กับข้อเท็จจริง เมื่อดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวง ทั้งยังเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าที่
จะเกิดขึ้นได้จริงๆ ในวินาทีนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นเหมือนกับที่
มันควรจะเป็น เธอจะรู้สึกว่าเธอพยายามผลักดันตัวเองอย่างถึงที่
สุดให้ได้ยินเสียงของแกเร็ตในห้อง และแน่ใจว่าเตียงอันว่งเปล่า
มีความหมายเพียงว่าเขาไปดื่มกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ใน
ครัวแล้ว เธอจะออกไปนั่งกับเขาที่โต๊ะในอีกครู่หนึ่งต่อมา แล้ว
เธอก็สั่นศรีษะบอกกับตัวเองว่า ฉันได้พบกับความฝันอันเลวร้าย
ที่สุด...
ความทรงจําอื่นๆ ของเธอเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับเรื่องที่
เกิดขึ้นในสัปดาห์นั้นก็คือ ความต้อการอันไม่หยุดหย่อนของเธอ
ในการเข้าใจให้ได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ก่อนที่
เธอจะไปจากวิลมิงตัน เธอให้เจบสัญญาว่าจะโทร.มาหาเธอหาก
เขารู้สิ่งอื่นใดในเรื่องเกี่ยวกับวันที่แกเร็ตออกไปอยู่บนเรือแฮปเปน
สแตนซ์ ในความอยากรู้ที่บิดเบือนไปจากเหตุผลนั้น เธอเชื่อว่า
การได้รู้ถึงรายละเอียดว่าทําไมเขาจึงทําเช่นนั้นจะทําให้ความเศร้า
โศกของเธอลดลงไปได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งซึ่งเธอปฏิเสธที่จะ
เชื่อก็คือ แกเร็ตล่องเรือไปในพายุโดยไม่ได้ตั้งใจที่จะกลับมาอีก
ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ความหวังของเธอจะปะทุขึ้นมาโดย
คาดว่าจะได้ยินเสียงของเจบ ''ฉันเข้าใจแล้วละค่ะ'' เธอนึกภาพตัว
เองกําลังพูด
''ค่ะ...ฉันเข้าใจแล้ว นั่นเป็นเรื่องที่มีเหตุผล...''
แน่นอนว่า ในใจลึกๆ แล้วเธอรู้ดีว่าสิ่งนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้น
เจบไม่ได้โทร.มาพร้อมกับคําอธิบายในสัปดาห์นั้น อีกทั้งไม่มีคํา
ตอบใดเกิดขึ้นกับเธอในชั่วขณะแห่งการตรึกตรองด้วย ไม่มีคํา
ตอบใดๆ เลย แต่แล้วในที่สุดคําตอบก็มาจากสิ่งที่เธอไม่อาจ
ทํานายได้เลย
หนึ่งปีต่อมา บนชายหาดที่เคปคอด เธอครุ่นคิดถึง
เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งนําพาเธอมาสถานที่แห่งนี้โดยปราศจาก
ความขมขื่นในใจใดๆ หลงเหลืออยู่ ในที่สุดเมื่อพร้อมแล้ว เธเรซ่า
จึงเอื้อมมือลงไปในถุงที่ถือมา หลังจากหยิบสิ่งที่นํามาด้วยออก
มา เธอจึงจ้องมองไปที่สิ่งนั้น และรู้สึกโล่งใจ ที่ในที่สุด เวลาซึ่ง
เธอเฝ้ารอคําตอบก็มาถึง ความทรงจํานี้ยังคงแจ่มกระจ่างไม่จาง
คลาย ต่างจากความทรงจําในช่วงเวลาหลายวันต่อมาทันทีหลัง
จากที่เธอกลับมาถึงบอสตัน
หลังจากที่เดียนน่ากลับไปแล้ว เธเรซ่าพยายามสร้างลักษณะ
ของภารกิจประจําวันขึ้นมาใหม่ ในระหว่างที่จิตใจเธอสับสนอยู่
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เธอไม่ใส่ใจกับชีวิตในด้านต่างๆ ที่ยัง
คงต้องดําเนินต่อไปเลน ในขณะที่เดียนน่าช่วยดูแลเควินและดูแล
ที่พักให้เรียบร้อยนั้น เธอทําเพียงแค่นําจดหมายและพัสดุภัณฑ์ที่
ได้รับมากองรวมกันไว้ที่มุมห้องกินอาหาร คืนวันหนึ่ง หลังจาก
กินอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ขระที่เควินกําลังดูหนังอยู่ เธเรซ่า
เริ่มตรวจแยกกองจดหมายและพัสดุภัณฑ์ดังกล่าวอย่างใจลอย
มีจดหมายอยู่สองสามโหล นิตยสาร 3 ฉบับ และห่อพัสดุ
2 ห่อ เธอจําได้ว่าห่อหนึ่งเป็นของตามรายการที่เธอสั่งซื้อจาก
แคตตาล็อกสําหรับวันเกิดเควิน แต่ห่อที่สองห่อด้วยกระดาษสี
นํ้าตาลธรรมดาโดยไม่มีที่อยู่ผู้ส่ง
ห่อพัสดุชิ้นที่สองนี้มีลักษณะยาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปิด
เทปเพิ่มเติมไว้ มีสติ๊กเกอร์คําว่า ''ของแตกง่าย'' ติดอยู่ 2 แห่ง
แห่งหนึ่งติดไว้ใกล้ที่อยู่ อีกแห่งหนึ่งติดอยู่ด้านตรงข้ามกันของ
กล่องพัสดุ และมีสติ๊กเกอร์อีกแห่งหนึ่งติดไว้อ่านว่า ''โปรดระวัง''
เธอตัดสินใจเปิดพัสดุห่อนี้ก่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แล้วในขณะนั้นเอง เธอก็ได้เห็นตราประทับไปรษณีย์จาก
เมืองวิลมิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลน่า ลงวันที่สองสัปดาห์ก่อนหน้า
นั้น เธอรีบมองดูที่อยู่ซึ่งเขียนหวัดๆ ไว้หน้าห่อวัสดุอย่างพินิจ
พิเคราะห์
มันคือลายมือของแกเร็ต
''ไม่...'' เธอวางห่อพัสดุลง ท้องเธอเกร็งขึ้นมาทันทีทันใด
เธอหากรรไกรพบในลิ้นชักแล้วเริ่มตัดเทปด้วยมืออันสั่นเทา
จากนั้นจึงดึงกระดาษออกอย่างระมัดระวัง แล้วจึงรู้ว่าสิ่วที่เธอพบ
ในกล่องคืออะไร
หลังจากยกของนั้นออกมาและตรวจดูสิ่งที่เหลืออยู่ในห่อ
เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดอยู่ข้างในแล้ว เธอจึงค่อยๆ คลายแผ่น
พลาสติกกันกระแทกที่หุ้มอยู่ออกอย่างระมัดระวัง เนื่องจากมัน
ปิดเทปไว้แน่นทั้งส่วนบนและส่วนล่างจึงจําเป็นต้องใช้กรรไกรอีก
ครั้ง ในที่สุดหลังจากตัดเทปส่วนที่เหลือออกหมดแล้ว เธอจึงหยิบ
ของนั้นมาไว้บนโต๊ะแล้วจ้องดูอยู่
พักใหญ่โดยไม่อาจขยับเขบื้อนกายได้ เมื่อยกของนั้นขึ้น
ส่องกับไฟให้เห็นชัดขึ้น เธอจึงมองเห็นเงาของเธออยู่ในนั้น
ขวดปิดจุกก๊อกไว้และมีจดหมายม้วนตั้งขึ้นอยู่ข้างใน หลัง
จากดึงจุกก๊อกซึ่งเขาปิดไว้เพียงหลวมๆ ออกแล้ว เธอจึงเอียงขวด
ควํ่าลง จดหมายตกออกมาอย่างง่ายดาย มันพันไว้ด้วยด้ายเช่น
เดียวกับจดหมายที่เธอเคยพบเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น เธอคลี่
จดหมายออกอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ทําฉีกขาด
จดหมายเขียนด้วยปากกาหมึกซึม ที่มุมขวาด้านบนเป็น
รูปเรือใบโบราณลําหนึ่งกางใบรับลม
เธเรซ่าที่รัก
คุณยกโทษให้ผมได้ไหม?
เธอวางจดหมายลงบนโต๊ะ ลําคอเธอปวดหนึบขึ้นมาทําให้
ยากแก่การหายใจ แสงไฟบนเพดานสาดสะท้อนหยาดนํ้าตาอัน
สุดกลั้นของเธอ ทําให้เกิดแสงหักเหแยกออกมาเป็นแฉกสีรุ้งอย่าง
น่าประหลาด เธอเอื้อมมือไปหยิบกระดาษทิชชู่ซับนํ้าตา จากนั้น
จึงพยายามตั้งสติแล้วเริ่มอ่านอีกครั้ง
คุณยกโทษให้ผมได้ไหม?
ในโลกซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจดีนัก มีสายลมแห่งโชคชะตาพัด
พามาสู่ในขณะที่เราคาดหวังถึงสิ่งนั้นน้อยที่สุด บางครั้งมันเกิด
ขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงดุจความเกรี้ยวกราดแห่งพายุเฮอร์ริ
เคน บางครั้งมันเพียงแค่พัดแผ่วมาสัมผัสแก้มของใครคนหนึ่ง แต่
เราไม่อาจปฏิเสธสายลมเหล่านั้นได้ บ่อยครั้งมันนํามาซึ่งสิ่งที่เกิด
ขึ้นในอนาคตอันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ไยดี ที่รักของผม คุณคือลมที่
ผมไม่คาดคิด เป็นสายลมที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรงกว่า
ที่ผมเคยจินตนาการไว้ว่าจะเป็นไปได้ คุณคือโชคชะตาของผม
ผมผิดไปแล้ว ผิดเหลือเกินที่ไม่ไยดีต่อสิ่งที่เห็นแจ่มชัด
ผมจึงวิงวอนขอคํายกโทษจากคุณ ผมพยายามปกป้องตัวเองจาก
ลมดังกล่าวเช่นเดียวกับนักเดินทางที่ระแวดระวังภัย แล้วต้องสูญ
เสียวิญญาณของผมไปแทน ผมเป็นคนโง่ที่ไม่ไยดีต่อโชคชะตา
ของผม แต่ทว่าคนโง่ก็มีความรู้สึก และบัดนี้ผมตระหนักแล้ว
ว่าคุณคือสิ่งสําคัญที่สุดที่ผมมีในโลกนี้
ผมรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนสมบรูณ์แบบ ผมทําสิ่งผิดพลาดใน
ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมามากกว่าสิ่งผิดพลาดบางอย่างที่ผมได้
ทําลงไปชั่วชีวิต ผมผิดในสิ่งที่ผมได้ทําลงไปเมื่อผมพบจดหมาย
เหล่านั้น เช่นเดียวกับที่ผมผิดที่ซ่อนเร้นความจริงเกี่ยวกับสิ่งซึ่ง
ผมกําลังทนทุกข์อยู่กับความห่วงหาอาวรณ์ต่ออดีตของผม เมื่อ
ผมวิ่งไล่ตามคุณในขณะที่คุณขับรถลงไปตามถนน และอีกครั้งใน
ขณะที่ผมเฝ้ามองดูคุณจากไปที่สนามบิน ผมรู้ดีว่าผมควรจะ
พยายามให้หนักหน่วงกว่านั้นที่จะหยุดยั้งคุณไว้ แต่ที่สําคัญที่สุด
ก็คือ ผมผิดที่ปฏิเสธในสิ่งที่หัวใจผมเห็นแจ่มแจ้งแล้วว่า ผมไม่
สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยปราศจากคุณ
คุณพูดถูกทุกอย่างเมื่อเรานั่งกันอยู่ในครัว ผมพยายาม
ปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่คุณกําลังพูด แม้ผมจะรู้ว่ามันเป็นความจริง
เช่นเดียวกับชายคนหนึ่งซึ่งเฝ้าแต่มองย้อนกลับไปตลอดการเดิน
ทางข้ามประเทศ ผมไม่ไยดีต่อสิ่งซึ่งทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ผม
พลาดชมความงามของดวงอาทิตย์ที่กําลังโผล่พ้นขอบฟ้าด้วย
ความสงสัยในสิ่งที่คิดว่าจะทําให้ชีวิตมีค่า มันเป็นความผิดของ
ผมที่ทําเช่นนั้น อันเป็นผลจากความสับสนภายในจิตใจของผม
และผมปราถณาให้ความเข้าใจเช่นนั้นเกิดขึ้นเร็วกว่านี้
แม้ถึงขณะนี้ ด้วยดวงตาที่จับจ้องแน่วแน่ไปสู่อนาคต ผมก็
เห็นใบหน้าคุณ ได้ยินเสียงคุณ และแน่ใจว่านี่คือเส้นทางชีวิตที่
ผมต้องดําเนินไป มันคือความปราถณาจากก้นบึ้งแห่งหัวใจผมที่
อยากให้คุณมอบโอกาสแก่ผมอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่คุณอาจคาด
เดาได้ ผมหวังว่าขวดใบนี้จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์เช่นเดียวกับที่มัน
ทํามาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง และนําเรากลับมาอยู่ด้วยกันไม่ทางใดก็
ทางหนึ่ง
ในช่วงสองสามวันแรกที่คุณจากไป ผมอยากจะเชื่อว่าผม
สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เช่นเดียวกับที่ผมเคยเป็นอยู่เสมอมา
แต่ผมไม่สามารถทําเช่นนั้นได้ ทุกครั้งที่ผมเฝ้ามองดวงอาทิตย์
ยามอัสดง ผมคิดถึงคุณ ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านโทรศัพท์ ผมถวิลหา
ที่จะโทร. แม้ในยามที่ผมล่องเรือใบ ผมก็คิดถึงได้เพียงคุณและ
เวลาอันแสนวิเศษที่เรามีร่วมกัน ในหัวใจผมรู้ดีว่า ชีวิตผมจะไม่มี
วันเหมือนเดิมได้อีกต่อไป ผมต้องการให้คุณกลับมามากเกินที่ผม
จินตนาการว่าจะเป็นไปได้ แต่กระนั้น ทุกครั้งที่ผมนึกถึงภาพคุณ
ผมกลับได้ยินแต่คําพูดของคุณในการสนทนาครั้งสุดท้ายของเรา
อยู่ไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าผมจะรักคุณมากเพียงใดก็ตาม ผมรู้ดีว่า
มันไม่อาจเป็นไปได้ ถ้าเราทั้งสองคนไม่แน่ใจว่า ผมจะยอมอุทิศ
ตัวอย่างเต็มกําลังเพื่อไปสู่เส้นทางที่ทอดยาวเบื้องหน้า ผมยังคง
ลําบากใจอยู่กับความคิดเหล่านี้ต่อไป จนกระทั่งยามดึกดื่นของ
คืนวาน เมื่อในที่สุดคําตอบได้ปรากฏแก่ใจผม หวังเป็นอย่างยิ่ง
ว่า หลังจากที่ผมบอกคุณเรื่องนี้แล้ว มันจะเป็นสิ่งที่มีความหมาย
ต่อคุณมากเท่ากับที่มันมีความหมายต่อผม
ในความฝันของผม ผมเห็นตัวเองอยู่บนชายหาดกับแคธรีน
ในจุดเดียวกับที่ผมพาคุณไปหลังจากที่เรากินอาหารกลางวันกัน
ที่ร้านแฮงก์ มันเป็นวันที่สดใสอยู่ใต้แสงอาทิตย์ ลําแสงส่อง
สะท้อนต้องผืนทรายเปล่งประกายระยิบ ในขณะที่เราเดินเคียงคู่
กันไปนั้นเธอฟังอย่างตั้งใจในขณะที่ผมเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องของ
คุณ ถึงเรื่องของเรา ถึงเวลาอันแสนวิเศษที่เรามีร่วมกันในที่สุด
หลังจากลังเลอยู่บ้าง ผมก็ยอมรับว่าผมรักคุณ แต่ผมก็บอกเธอ
ว่าผมรู้สึกผิดในเรื่องนี้ เธอไม่กล่าวคําใดออกมาในทันที ได้แต่
เพียงแค่เดินต่อไป จนกระทั่งเธอหันมาหาผมในที่สุดแล้วถามว่า
''ทําไม?''
''เพราะคุณนั่นแหละ''
เมื่อได้ยินคําตอบของผมแล้ว เธอกลับยิ้มให้ผมโดยสะกด
กลั้นความขบขันไว้ลักษณะเดียวกับที่เธอเคยทํามาก่อนหน้าที่
เธอจะตาย
''โอ้ แกเร็ต'' เธอพูดขึ้นในที่สุดพร้อมกับสัมผัสใบหน้าผม
อย่างอ่อนโยน ''คุณคิดว่าใครกันที่นําขวดใบนั้นไปให้เธอ?''
เธเรซ่าหยุดอ่าน ดูเหมือนเสียงหึ่งเบาๆ ของตู้เย็นจะดังก้อง
เข้ามาในถ้อยคําของจดหมาย
คุณคิดว่าใครกันที่นําขวดใบนั้นไปให้เธอ?
เธอเอนหลังพิงเก้าอี้ และหลับตาลงเพื่อพยายามกลั้นนํ้าตา
ไว้
''แกเร็ต'' เธอพึมพํา ''แกเร็ต...''
เธอได้ยินเสียงรถแล่นผ่านไปมาจากนอกหน้าต่าง เธอเริ่ม
อ่านจดหมายอีกครั้งอย่างช้าๆ
เมื่อผมตื่นขึ้น ผมรู้สึกว่างเปล่าและเงียบเหงา ความฝัน
มิได้ช่วยปลอบประโลมใจผมเลย มันทําให้ผมรู้สึกเจ็บปวดอยู่
ลึกๆ ในใจมากกว่า เพราะสิ่งที่ผมได้ทําไว้กับเรา ผมเริ่มร้องไห้
ในที่สุดเมื่อจิตใจผมกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว ผมจึงรู้ถึงสิ่งที่ผม
ต้องทํา ผมเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับด้วยมืออันสั่นเทา ฉบับ
หนึ่งคือฉบับที่คุณกําลังถืออยู่ในมือขณะนี้ และฉบับหนึ่งถึงแคธ
รีน ซึ่งจดหมายฉบับนั้น ผมได้กล่าวคําอําลาเธอไว้ในที่สุด วันนี้
ผมจะนําเรือแฮปเปนสแตนซ์ออกไปเพื่อส่งจดหมายฉบับนั้นถึงเธอ
เช่นเดียวกับที่ผมทํากับจดหมายฉบับอื่นทุกฉบับ มันจะเป็นจด
หมายฉบับสุดท้ายของผมที่เขียนถึงเธอ แคธรีนได้บอกให้ผมมี
ชีวิตต่อไป และผมเลือกที่จะฟังตามวิถีทางที่เธอบอก นั่นไม่ใช่
เพียงแค่การฟังคําพูดของเธอเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้จะฟังเสียง
รํ่าร้องในหัวใจผมที่ต้องการนําผมกลับมาหาคุณด้วย
โอ้ เธเรซ่า ผมเสียใจ เสียใจมากเหลือเกินที่ผมเคยทําร้าย
จิตใจคุณ ผมกําลังจะไปบอสตันสัปดาห์หน้า ด้วยความหวังว่า
คุณจะหาทางยกโทษให้ผม บางทีเวลานี้อาจจะสายเกินไปสําหรับ
ผมแล้วก็ดี ผมไม่รู้เหมือนกัน
เธเรซ่า ผมรักคุณ และจะรักคุณตลอดไป ผมเหนื่อยกับ
การอยู่อย่างเดียวดาย ผมเห็นเด็กๆ หัวเราะและร้องไห้ในขณะที่
พวกเขาเล่นทรายกัน ผมจึงตระหนักว่าผมอยากมีลูกกับคุณ ผม
อยากติดตามดูเควินเมื่อเขาเติบโตเป็นลูกผู้ชาย ผมอยากจับมือ
คุณไว้แล้วเห็นคุณร้องไห้เมื่อเขาแต่งงานในที่สุด ผมอยากจูบคุณ
เมื่อความฝันทั้งหลายของเขาเป็นจริง ผมจะย้ายไปอยู่บอสตันกับ
คุณถ้าคุณขอร้อง เพราะผมไม่อาจใช้ชีวิตแบบนี้ได้อีกต่อไป ผม
เบื่อหน่ายและเศร้าใจเมื่อไร้คุณ ในขณะที่ผมนั่งอยู่ในครัวที่นี่ ผม
กําลังสวดมนต์วิงวอนว่า ในครั้งนี้คุณจะยอมให้ผมกลับไปอยู่กับ
คุณตลอดกาล
แกเร็ต
ใกล้พบคํ่าแล้วในขณะนี้ ท้องฟ้าสลัวกําลังเปลี่ยนเข้าสู่
รัตตอกาลอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเธอจะอ่านจดหมายฉบับนี้นับพัน
ครั้ง แต่ถ้อยคําในนั้นก็ยังคงกระตุ้นความสุขแบบเดิมที่เธอได้รับ
เหมือนเมื่อเธอได้อ่านครั้งแนกในช่วงที่ผ่านมา ความรู้สึกเหล่านี้
ติดตามเธอไปทุกขณะที่เธอตื่น
เธอนั่งลงบนชายหาด และพยายามอีกครั้งที่จะนึกภาพเขา
ในขณะที่เขาเขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ เธอใช้นิ้วลูบไล้ไปตามถ้อย
คําบนหน้ากระดาษอย่างแผ่วเบาเพื่อรับรู้ถึงสัมผัสขากมือของเขา
ซึ่งเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน เธออ่านจดหมายอย่างตั้งใจและสะกดกลั้น
นํ้าตาไว้ไม่ให้หลั่งริน เช่นเดียวกับที่ทําเสมอมาหลังจากที่ได้อ่าน
เธอเห็นรอยหมึกเลอะตามจุดต่างๆ เหมือนกับว่ามีหมึกรั่วซึมออก
มาจากปากกาเล็กน้อยในขณะที่เขาเขียน ทําให้จดหมายฉบับนี้
มีลักษณะพิเศษเฉพาะแตกต่างจากจดหมายฉบับอื่นจนแทบจะ
แสดงให้เห็นถึงความเร่งรีบในการเขียน มีคําที่ขีดฆ่าออกหกคํา
และเธอมองดูคําเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษด้วยความสงสัย
ในสิ่งที่เขาตั้งใจจะพูด แต่เธอก็ไม่สามารถบอกได้เช่นเดียวกับที่
พยายามเสมอมา เขานําความลับไปกับเขาด้วยเช่นเดียวกับ
หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของเขา เธอสังเกตเห็นว่า
ในตอนท้ายกระดาษลายมือเขาอ่านยากเหมือนกับเขากําปากกา
ไว้แน่น
เมื่อเธออ่านจบแล้วจึงม้วนจดหมายอีกครั้งแล้วใช้ด้ายพัน
ไว้รอบจดหมายอย่างระมักระวัง เพื่อเก็บรักษาไว้ให้คงดูเหมือน
เดิมตลอดไป เธอใส่จดหมายกลับลงไปในขวดแล้ววางไว้ข้างตัว
ติดกับถุง เธอรู้ดีว่าเมื่อเธอกลับถึงบ้านเธอจะวางขวดใบนี้ไว้บน
โต๊ะเขียนหนังสือ อันเป็นที่ซึ่งเธอวางเก็บไว้เสมอมา ยามรัตติกาล
ขวดใบนี้จะเปล่งประกายอยู่ในความมืดเมื่อแสงไฟจากถนนสาด
ส่องลอดผ่านห้องเธอเข้านอน
จากนั้นเธอจึงเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายที่เจบให้ไว้ เธอจําได้ว่า
หลังจากกลับมาถึงบอสตันแล้วเธอสํารวจดูรูปเหล่านี้ทีละรูปอย่าง
ใกล้ชิด เมื่อมือเริ่มสั่น เธอจึงเก็บใส่ลิ้นชักไว้แล้วไม่เคยดูอีกเลย
แต่ขณะนี้เธอพลิกดูรูปเหล่านี้ผ่านๆ ไป เพื่อหารูปเขาซึ่ง
ถ่ายที่ระเบียงหลังบ้าน เธอถือรูปนั้นไว้ตรงหน้าและจดจําทุกสิ่ง
ทุกอย่างเกี่ยวกับเขาได้ ตั้งแต่ลักษณะหน้าตา การเคลื่อนไหว
รอยยิ้มง่ายๆ และรอยย่นที่หางตาเขา เธอบอกกับตัวเองว่า บางที
พรุ่งนี้เธออาจนําฟิล์มที่ล้างแล้วไปอีดอีกรูปขนาด 8x10 ซึ่งเธอ
สามารถวางไว้บนโต๊ะตั้งโคมไฟหัวเตียงได้แบบเดียวกับที่เขาทํา
กับรูปแคธรีน แล้วเธอก็ยิ้มเศร้าๆ ด้วยตระหนักว่า แม้จนถึงขณะ
นี้เธอก็ยังทําใจไม่ได้ รูปถ่ายทั้งหมดจะนํากลับไปเก็บไว้ในลิ้นชัก
ซึ่งมันเคยอยู่มาก่อนใต้ลิ้นชักใส่ถุงเท้าเธอติดกับลิ้นชักใส่ตุ้มหูมุก
ที่ยายเธอให้ไว้ คงเป็นการทําร้ายจิตใจตัวเองมากเกินไปที่จะเห็น
หน้าเขาทุกวัน และเธอยังไม่พร้อมสําหรับสิ่งนั้น
นับจากพิธีศพเป็นต้นมา เธอก็ได้ติดต่อกับเจบต่อไปเป็น
ระยะๆ ด้วยการโทรศัพท์ไปหาเขาบ้างเป็นบางคราวอยู่เสมอเพื่อ
ให้รู้ว่าเขาสบายดี ครั้งแรกที่เธอโทร.ไป เธออธิบายให้เขารู้ถึงสิ่ง
ที่ได้ค้นพบว่า ทําไมแกเร็ตจึงนําเรือแฮปเปนสแตนซ์ออกไปในวัน
นั้น และจบลงด้วยการที่เขาและเธอร้องไห้กันทางโทรศัพท์ อย่าง
ไรก็ตาม ในที่สุดเมื่อหลายเดือนผ่านไป เขาและเธอก็สามารถ
พูดถึงชื่อของแกเร็ตได้โดยไม่มีนํ้าตา แล้วเจบก็จะหลุดปากพรํ่า
พรรณนาให้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่าถึงความทรงจําของเขาเกี่ยวกับ
แกเร็ตในขณะที่เขาเป็นเด็ก ละสิ่งต่างๆ ที่เขาเล่าถึงเกี่ยวกับตัว
เธอในช่วงที่เขาและเธอไม่ได้อยู่ด้วยกันเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
ในเดือนกรกฏาคม เธเรซ่าและเควินนั่งเครื่องบินไปรัฐฟลอ
ริด้าและไปดํานํ้าแบบสคูบ้ากันที่คีย์เวสต์*(*Key West - ชื่อ
เมืองที่ตั้งอยู่ปลายแหลมรัฐฟลอริด้า เป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศ
ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว) นํ้าทะเลที่นั่นอุ่นเหมือน
ที่รัฐนอร์ทแคโรไลน่า แต่สะอาดกว่ามาก เธอและเควินใช้เวลาอยู่
ที่นั่น 8 วัน โดยดํานํ้ากันทุกเช้า และพักผ่อนตามสบายอยู่บนชาย
หาดในช่วงบ่าย ระหว่างเดินทางกลับบอสตันทั้งเธอและเควิน
ตกลงใจที่จะทําเช่นนี้อีกครั้งในปีต่อไป เควินขอสมัครเป็นสมาชิก
นิตยสารดํานํ้าฉบับหนึ่งสําหรับวันเกิดของเขา น่าแปลกที่ฉบับ
แรกซึ่งส่งมามีเรื่องเกี่ยวกับเรืออับปางใกล้ชายฝั่งทะเลรัฐนอร์ท
แคโรไลน่า รวมทั้งเรื่องของเรืออับปางลําหนึ่งในบริเวณนํ้าตื้นที่
เธอและเควินไปเที่ยวชมกับแกเร็ตมา
เธอไม่ได้ออกเดตกับใครเลยตั้งแต่แกเร็ตตาย แม้ว่าจะมี
คนมาชวน คนในที่ทํางานยกเว้นเดียนน่าพยายามนัดบอดให้เธอ
พบกับผู้ชายมากหน้าหลายตา ทุกคนได้รับการบรรยายสรรพคุณ
ว่าหล่อและมีคุณสมบัติเหมาะสม แต่เธอก็ได้ตอบปฏืเสธไปอย่าง
สุภาพในทุกคําเชิญชวน บางครั้งบางคราวเธอแอบได้ยินเพื่อน
ร่วมงานกระซิบกันว่า ''ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทําไมเธอถึงถอดใจเรื่อง
นี้'' หรือ ''เธอยังสาว แล้วก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจอยู่เลย'' คนอื่นๆ ซึ่ง
เข้าใจมากกว่าก็เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า เธอคงใช้เวลาในการเยียว
ยาจิตใจของเธอได้เองในที่สุด
มีโทรศัพท์จากเจบมาหาเธอเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนซึ่งนําเธอ
กลับไปสู่เคปคอด เมื่อเธอได้ฟังเสียงอันอ่อนโยนของเขาซึ่งกล่าว
แนะนําเบาๆ ว่าถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว ปราการที่เธอ
สร้างขึ้นในใจจึงเริ่มทลายลงในที่สุด เธอร้องไห้เกือบตลอดคืน
แต่ในเช้าวันต่อมาเธอก็รู้สึกถึงสิ่งที่เธอต้องทํา เธอจัดเตรียมการเดิน
ทางกลับมาที่นี่ แล้วก็ง่ายพอจะทําเช่นนั้นได้เนื่องจากเป็นช่วงนอก
ฤดูท่องเที่ยว และ ณ ขณะนั้นเองการเยียวยารักษาแผลใจของ
เธอก็เริ่มต้นขึ้นในที่สุด
ในขณะที่ยืนอยู่บนชายหาด เธอสงสัยว่าจะมีใครเห็นหรือ
ไม่จึงกวาดตามองซ้ายขวา แต่บริเวณนั้นรกร้างผู้คน มีเพียง
ทะเลเท่านั้นที่กําลังเคลื่อนไหวให้เห็น เธอจึงรู้สึกสนใจทะเลอัน
เกรี้ยวกราดตรงหน้า ทะเลมองดูพิโรธและมีภัย ไม่ได้เป็นสถานที่
อันโรแมนติกเหมือนที่เธอจําได้ว่ามันเป็น เธอเฝ้ามองดูทะเลเบื้อง
หน้าเป็นเวลาเนิ่นนานและคิดถึงแกเร็ต จนกระทั่งเธอได้ยินเสียง
ฟ้าร้องคํารามกึกก้องไปทั่วท้องนภาแห่งเหมันตฤดู
ลมพัดแรงขึ้น เธอรู้สึกว่าจิตใจล่องลอยไปกับสายลม และ
สงสัยว่าเหตุใดเรื่องราวทั้งหมดจึงจบลงดุจดั่งที่เคยเป็น? แต่เธอ
ไม่อาจล่วงรู้ได้ ลมกระโชกขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าเขาอยู่ข้างกาย
เธอและกําลังปัดผมเธอออกไปจากใบหน้า เขาเคยทําเช่นนั้นเมื่อ
เขาและเธอกล่าวลากัน และเธอรู้สึกถึงสัมผัสของเขาได้อีกครั้ง
มีสิ่งต่างๆ มากมายเหลือเกินที่เธอปราถนาให้เธอสามารถเปลี่ยน
แปลงเหตุการณ์ในวันนั้นได้ มีเรื่องน่าเศร้าใจมากมายเหลือเกิน...
เมื่อเธออยู่ตามลําพังกับความคิดของเธอเองในขณะนี้ เธอ
ตระหนักดีว่าเธอรักเขา และจะรักเขาตลอดไป เธอรู้ได้ตั้งแต่ชั่ว
ขณะแรกที่เห็นเขาบนท่าเรือ และก็รู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ดีอยู่ใน
ขณะนี้ ทั้งเวลาที่เคลื่อนผ่านและความตายของเขาก็ไม่อาจเปลี่ยน
แปลงความรู้สึกของเธอได้
เธอกระซิบถึงเขา แล้วหลับตาลงในขณะที่เธอแผ่วรําพัน
''ฉันคิดถึงคุณค่ะ แกเร็ต เบล็ก'' เธอพูดอย่างรักใคร่ และ
ในชั่วขณะนั้นเธอก็คิดในใจว่าเขาคงได้ยินเสียงเธอไม่ทางใดก็ทาง
หนึ่ง เนื่องจากสายลมที่พัดผ่านหยุดพัดขึ้นมาในทันทีทันใด และ
ลมโดยทั่วไปเริ่มสงบนิ่ง
ฝนแรกสองสามหยดเริ่มโปรยปรายลงมาเมื่อเธอเปิดจุก
ก๊อก เหลือไว้เพียงขวดเปล่าซึ่งเธอถือไว้แน่น เธอนําจดหมายที่
เขียนถึงเขาเมื่อวานซึ่งพร้อมจะส่งไปออกมาแล้วคลี่จดหมายออก
มาถือไว้ตรงหน้า แบบเดียวกับที่ถือจดหมายฉบับแรกที่เธอพบ
แสงอันริบหรี่ที่ยังคงเหลืออยู่แทบไม่สว่างพอที่จะทําให้เธอเห็น
ถ้อยคําในจดหมายได้ แต่เธอก็รู้ถ้อยคําทั้งหมดได้ด้วยหัวใจอยู่ดี
มือเธอสั่นเล็กน้อยในขณะที่เธอเริ่มอ่าน
ที่รักของฉัน
หนึ่งปีผ่านไปแล้ว นับจากวันที่ฉันนั่งอยู่กับพ่อของคุณใน
ครัว ดึกมากแล้วตอนนี้ และแม้ว่าฉันจะบรรยายถ้อยคําต่างๆ
ออกมาได้ยากยิ่ง แต่ฉันก็ไม่อาจหลีกหนีความรู้สึกที่ว่า ถึงเวลา
แล้วที่ฉันต้องตอบคําถามคุณในที่สุด
แน่นอน ฉันยกโทษให้คุณ ฉันยกโทษให้คุณแล้วในขณะนี้
และฉันยกโทษให้คุณไปแล้วตั้งแต่ขณะที่ฉันได้อ่านจดหมายคุณ
ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใดในหัวใจเลย การจากคุณมาครั้งหนึ่งนั้น
เป็นเรื่องยากพอแล้ว การทําเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่สองจึงเป็นไป
ไม่ได้ ฉันรักคุณมากเกินกว่าจะยอมให้คุณจากไปอีกครั้ง แม้ว่า
ฉันยังโศกเศร้าเสียใจกับสิ่งซึ่งจะต้องเป็นไปก็ตาม แต่ฉันก็รู้สึก
ขอบคุณที่คุณเข้ามาในชีวิตฉัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
เมื่อเริ่มต้น ฉันนึกว่าคงเป็นโชคชะตาที่นําพาให้เรามาพบกัน เพื่อ
ช่วยให้คุณล่วงผ่านวันเวลาแห่งความอาดูรของคุณไม่ทางใดก็
ทางหนึ่ง แต่หนึ่งปีต่อมาจนถึงขณะนี้ ฉันเริ่มเชื่อว่ามีสิ่งอื่นมาก
กว่านั้น
น่าแปลกที่ในขณะนี้ฉันตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับที่คุณ
เคยเป็นเมื่อแรกที่เราพบกัน ในขณะที่ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้อยู่
นั้น ฉันกําลังต่อสู้อยู่กับภูตของใครบางคนที่ฉันรักและจากไป ฉัน
เข้าใจเต็มเปี่ยมมากยิ่งขึ้นแล้วในขณะนี้ถึงความยากลําบากในสิ่ง
ที่คุณเคยทนทุกข์มา และฉันตระหนักว่า ในบางครั้งสิ่งนั้นทําให้
คุณต้องรู้สึกปวดร้าวมากเพียงใดที่จะมีชีวิตใหม่ต่อไป ความเศร้า
โศกของฉันนั้นท่วมท้นหัวใจ และแม้ว่าฉันเข้าใจดีว่าเราจะไม่มีวัน
ได้พบกันอีกแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีส่วนหนึ่งในตัวฉันที่ปราถนา
เหนี่ยวรั้งคุณไว้ตลอดกาล เป็นเรื่องง่ายสําหรับฉันที่จะทําเช่นนั้น
เพราะการรักคนอื่นอาจทําให้ฉันต้องสลัดทิ้งความทรงจําถึงคุณไป
แต่กระนั้นสิ่งนี้ก็เป็นคําพูดที่ขัดแย้งกันเองแต่ทว่าเป็นจริงอยู่ในตัว
แม้ว่าฉันจะคิดถึงคุณเป็นที่สุด แต่นั่นเป็นเพราะว่าคุณทําให้ฉัน
ไม่หวาดกลัวต่ออนาคต เพราะว่าคุณสามารถรักฉันได้ คุณจึงให้
ความหวังแก่ฉันด้วยเช่นกัน ที่รักของฉัน คุรเคยสอนฉันว่า มัน
เป็นไปได้ที่จะมีชีวิตต่อไปข้างหน้า ไม่ว่าความเศร้าโศกของคุณจะ
หนักหนาสาหัสเพียงใด และด้วยวิธีของคุณเอง คุณทําให้ฉันเชื่อ
ว่า รักแท้เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ขณะนี้ฉันไม่คิดว่าฉันพร้อมที่จะทําเช่นที่คุณเคยสอนไว้
แต่นี่คือทางเลือกของฉัน อย่าตําหนิตัวเอง เพราะคุณทําให้ฉัน
เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า คงมีสักวันซึ่งความเสียใจของฉันจะมี
บางสิ่งที่งดงามเข้ามาแทนที่ เพราะคุณทําให้ฉันมีพลังที่จะดําเนิน
ชีวิตต่อไป
ฉันไม่อาจรู้ว่าคนที่ตายไปแล้วจะกลับมาสู่โลกใบนี้และล่อง
ลอยอยู่ใกล้ๆ คนที่รักเขาโดยไม่แสดงตนได้หรือไม่ แต่ถ้าพวกเขา
สามารถทําเช่นนั้นได้แล้ว ฉันรู้ดีว่าคุณจะอยู่กับฉันเสมอ เมื่อฉัน
ได้ยินเสียงเพรียกจากทะเล นั่นจะเป็นเสียงกระซิบของคุณ เมื่อ
สายลมเย็นพัดแผ่วมาเคลียแก้มฉัน นั่นจะเป็นวิญญาณของคุณที่
พัดผ่านมา คุณไม่ได้จากไปไหนเลยตราบชั่วนิรันดร์ ไม่ว่าใคร
จะเข้ามาในชีวิตฉันก็ตาม คุณกําลังยืนอยู่กับพระเจ้าเคียงคู่อยู่
กับวิญญาณของฉัน และกําลังช่วยนําทางฉันไปสู่อนาคตซึ่งฉันไม่
อาจคาดเดา
ที่รัก นี่ไม่ใช่คํากล่าวลา นี่คือคําขอบคุณ ขอบคุณที่เข้า
มาในชีวิตฉันและนําพาความสุขมาให้ ขอบคุณที่รักฉันและได้รับ
ความรักของฉันตอบ ขอบคุณสําหรับความทรงจําที่ฉันจะถนอม
รักษาไว้ชั่วนิรันดร์ แต่ที่สําคัญที่สุด ขอบคุณสําหรับการแสดงให้
ฉันได้เห็นว่าจะมีสักวันที่ฉันสามารถปลดปล่อยคุณไปจากใจได้ใน
ที่สุด
ฉันรักคุณ
ท
หลังจากนอ่านจดหมายฉบับนั้นเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เธเรซ่า
ก็ม่วนเก็บลงในขวดแล้วปิดจุกไว้แน่น เธอควํ่าขวดไปมาสองสาม
ครั้ง และรู้ดีว่าการเดินทางของเธอได้มาบรรจบครบรอบแล้ว ใน
ที่สุด เมื่อรู้ว่าไม่อาจรอได้อีกต่อไปแล้ว เธอจึงขว้างขวดใบนั้นออก
ไปไกลที่สุดเท่าที่เธอสามารถทําได้
แล้วในขณะนั้นเองได้เกิดลมแรงพัดกระโชกมาและหมอก
เริ่มแผ่กระจายออกไป เธเรซ่ายืนอยู่ในความเงียบ แล้วจ้องมอง
ขวดที่ขว้างไปในขณะที่มันเริ่มลอยออกไปนอกทะเล และแม้ว่า
เธอจะรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เธอก็จินตนาการไว้ว่าขวดใบนั้นจะ
ไม่มีวันลอยขึ้นฝั่ง มันจะเดินทางไปในโลกใบนี้ตลอดกาล และ
ล่องลอยไปยังสถานที่อันไกลโพ้นซึ่งตัวเธอเองจะไม่มีวันได้เห็น
เมื่อขวดใบนั้นลับหายไปจากสายตาในเวลาไม่กี่นาที
ต่อมาแล้ว เธอจึงออกเดินกลับมาที่รถอย่างเงียบๆ ท่าม
กลางสายฝน เธเรซ่ายิ้มละไม เธอไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ หรือที่
ไหน หรือมีโอกาสที่ใครจะได้พบขวดที่ขว้างไปหรือไม่ แต่
นั่นไม่ใช่เรื่องสําคัญเลยจริงๆ เธอรู้ดีว่าแกเร็ตจะต้องได้
รับจดหมายฉบับนั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง</span></span>
<span style='color:green'><span style='font-size:21pt;line-height:100%'> จบบริบรูณ์</span></span>
-

แมงป่อง
- แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
-
- โพสต์: 1468
- ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ พ.ค. 05, 2007 10:25 pm
-
ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ