ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้ ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่ admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user: sillyfooks

ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ประสบการณ์สัมผัสที่หก (สี่)

อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ

โพสต์โดย Beminds » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 12:15 am

<a href='http://home-and-garden.webshots.com/photo/2296707930102918060hIPtqB' target='_blank'>รูปภาพ</a>


วันนี้ได้รับซองจากทางยุโรปค่ะ
<span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:red'>ขอบพระคุณ คุณ ญ ป้ามากนะคะ
และขอบคุณ พี่พิมกับป้าติ๋มด้วยค่ะ
ขออนุโมทนาบุญนะคะ

จากหนูหนิงของคุณ ญ ป้าคะ</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
Beminds
แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
 
โพสต์: 847
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ส.ค. 23, 2007 1:06 am

โพสต์โดย หนูป้อม » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 2:20 am

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น
ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว



ขอเติมจากป้าติ๋มนิดหน่อยนะคะ

การปลูกพืชนั้น ไม่ว่าจะเป็นต้นอะไร ทุกๆคนสามารถที่จะปลูกพืชได้ แต่ก็สู้นักพฤกษศาสตร์ปลูกไม่ได้ เราต้องเรียนรู็จากนักพฤกษศาสตร์

พุทธศาสนานั้นเป็นอนัตตา<a href='http://www.dhamma.mbu.ac.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=75&Itemid=59' target='_blank'>หลักอนัตตาในพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์</a>
นักปราชญ์ก็เป็นผู้ที่เผยแผ่ธรรมะ สืบทอดพระพุทธศาสนา<a href='http://www.dhammathai.org/buddhism/buddhaworld03.php' target='_blank'>พระพุทธเจ้าในสายตานักปราชญ์โลก</a>
นักปราชญ์ คือ ผู้ที่มีปัญญา เป็นผู้ที่เจริญแล้ว มีจิตใจเมตตาต่อสัตว์และมนุษย์ บางครั้งนักปราชญ์ไม่พูดออกมาเพื่อสื่อความหมายโดยตรง แต่แสดงสัญลักษณ์ออกมาให้เห็น ให้เกิดความเข้าใจ

รูปภาพ



พระพุทธเจ้าตรัสรู้ดีชอบแล้ว รู้แจ้งแล้ว
(พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจธรรมสูงสุด หรือความจริงของสรรพสิ่ง(ไตรลักษณ์ 3) และความจริงของชีวิต (ปฏิจจสมุปบาท 12))
ถ้าผิดพลาดประการใด ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจา ด้วยใจก็ดีข้าพเจ้าขออขมากรรม ของดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้นเพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธศานาต่อพระรัตนตรัย ในกาลต่อไป
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย หนูป้อม » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 2:37 am

รูปภาพ


<span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>การกล่าวขอขมาต่อพระรัตนตรัย</span></span>

ผู้ที่สวดมนต์ทำวัตรเย็น ก็คงได้กล่าวคำขออโหสิกรรมต่อพระรัตนตรัยอยู่เสมอ เพราะในตอนท้่ายของบทสวดก็จะมีคำกล่าวเพื่อกราบขอให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ งดโทษให้ ดังนี้

กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มาะยายัง
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในพระพุทธเจ้า

พุทโธ ปะฏิคคันหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป


กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มาะยายัง
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในพระธรรม

ธัมโม ปะฏิคคันหะตุ อัจจะยันตัง
ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมโม
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรม ในกาลต่อไป


กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มาะยายัง
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในพระสงฆ์

สังโฆ ปะฏิคคันหะตุ อัจจะยันตัง
ขอสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมโม
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป


หรือถ้าไม่ได้ทำวัตร ก็กล่าวสั้นๆ เพื่ขอขมาพระรัตตนตรัยว่า
รัตตะนัตตะเย ปะมาเทนะ
ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง
ขะมะตุ โน ภ้นเต
(กล่าว ๓ ครั้ง แล้วกราบ ๓ ครั้ง ถ้ากล่าวผู้เดียว เปลี่ยน ขะมะตุ โน เป็น ขะมะถะ เม)

และถ้ากล่าวขอขมาพระสงฆ์ ก็เปลี่ยน รัตตะนัตตะเย เป็น อาจะริเย ดังนี้
อาจะริเย ปะมาเทนะ
ทวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง
ขะมะตุ โน ภ้นเต

แล้วพระสงฆ์จะกล่าวว่า
อะหัง ขะมามิ ตุมเหหิปิ เม ขะมิตัพพัง

แล้วผู้ขอขมากล่าวว่า
ขะมามะ ภ้นเต
(แล้วกราบ ๓ ครั้ง ถ้ากล่าวผู้เดียว เปลี่ยน ขะมะตุ โน เป็น ขะมะถะ เม และขะมามะ เป็นขะมามิ)

ในการขออโหสิกรรมต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่ ครูอาจารย์นั้น บางท่านก็จัดเตรียมดอกไม้ พานธูปเทียนแพ โดยมอบ หรือถวายดอกไม้ พานธูปเทียนแพนั้นแก่ท่านที่เราขอให้ยกโทษให้ แล้วจึงกล่าวคำขอขมา แต่วัตถุก็เป็นเพียงเครื่งอประกอบพิธีกรรม สิ่งสำคัญที่สุดในการขออโหสิกรรมคือใจที่สำนึกว่าได้กระทำกรรมใดโดยมิได้ สำรวมระวังต่อผู้อื่นทั้งที่เจตนา และมิได้เจตนา และเห็นโทษของกรรมนั้น แล้วจึงขอให้เขาอโหสิกรรมให้ ซึี่งนับเป็นกุศลเพราะเราได้สละ ละ คลาย อัตตา ความถือตัว ถือตนลง เป็นการแสดงการยอม เป็นความอ่อนน้อม เป็นความละเอียดสวยงามของจิตใจ


อนึ่ง พึงระลึกว่า การล่วงเกินไม่สำรวมระวังต่อผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่านั้น เป็นบาปามาก มากถึงกับเป็นเครื่องกั้นให้่ไม่บรรลุธรรมได้

พระพุทธองค์ได้ทรงสรรเสริญการอโหสิกรรมดังแสดงไว้ใน ปฐมโอวาทสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ หน้า ๕๗๑ ว่า

"….ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล พวกเธอมาเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนเสียตามสมควรแก่ธรรม

เมื่อนั้นเราทั้งหลายขอรับโทษนั้นของเธอเหล่านั้น

ก็การที่บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนเสียตามสมควรแก่ธรรม และถึงความสำรวมต่อไป

นี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า...."


ขอบุญในการมอบธรรมะเป็นทานนี้ แด่บิดามารดา ครูอาจารย์ ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ

อนุโมทนา สาธุ ท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ

ที่มา<a href='http://www.analaya.com/forum/7-%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1/25-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A.html' target='_blank'>คลิก</a>
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย หนูป้อม » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 2:59 am

รูปภาพ



พระสงฆ์
สงฆ์ หรือ สงฺฆ ในภาษาบาลีแปลว่า หมู่ เช่นในคำว่าภิกษุสงฆ์ แปลว่า หมู่ภิกษุ ใช้ในความหมายว่า ภิกษุทั้งปวงก็ได้ เช่น"จีวรนี้เป็นของสงฆ์ ควรจะจัดเป็นพิธีสงฆ์ถวาย"

เมื่อใช้ควบกับคำว่า พระ เป็น พระสงฆ์ ซึ่งมีความหมายว่าภิกษุ เช่น "นิมนต์ภิกษุสงฆ์มาฉันในงานเมื่อวาน มีพระสงฆ์มาเป็นจำนวนมาก" ตามพระวินัย ภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปจึงเรียกว่าสงฆ์ เช่นในคำว่า สังฆกรรม (กรรมที่สงฆ์ คือภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปพึงทำรวมกัน)

พระสงฆ์ หมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส สละเรือนออกบวช ถือวัตร ปฏิบัติ ตาม พระธรรมวินัย ที่พระบรมศาสดา สั่งสอนและกำหนดไว้

พระสงฆ์ จัดเป็นรัตนะหนึ่งในจำนวนรัตนสามหรือพระรัตนตรัย ซึ่งได้แก่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้แก่ ภิกษุ ในพระพุทธศาสนา หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งสละเรือนออกบวชตามพระพุทธเจ้า หลังจากได้ฟังคำสั่งสอนแล้วเกิดความเลื่อมใส ต้องการจะได้บรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ ปฏิบัติตามธรรมและวินัยที่กำหนดไว้เฉพาะสำหรับภิกษุ จำนวน 227 ข้อ บางครั้งเรียกว่า เรียกว่า สงฆ์ ""พระสงฆ์"" รูปแรกของโลก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ




สมมุติสงฆ์

สมมุติสงฆ์ หรือ พระสงฆ์ฝ่ายวินัย หมายถึง พระภิกษุผู้ได้รับการอุปสมบทตามพระบรมพุทธานุญาติ ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป เรียกว่าสงฆ์ เนื่องจากคำว่าสงฆ์แปลว่าหมู่ จึงเรียกหมู่พระภิกษุว่า ภิกษุสงฆ์ และ พระภิกษุสงฆ์จัดเป็นพระสงฆ์โดยสมมุติ จึงเรียกว่า สมมุติสงฆ์จัด เป็น 4 วรรค ตามตามพระบรมพุทธานุญาติ ให้ทำสังฆกิจตามพระวินัย คือ จตุวรรค 4 รูป ปญฺจวรรค 5 รูป ทสวรรค 10 รูป วิสติวรรค 20 รูป แต่ถ้าพระภิกษุ 2-3 รูป เรียกว่า คณะ (เนื่องจากแบ่งพวกกันฝ่ายละ 2 รูปมิได้) ถ้าพระภิกษุรูปเดียว จัดเป็นบุคคล
สมมติสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์โดยสมมติ คือเป็นพระสงฆ์โดยการยอมรับกันในหมู่สงฆ์ หลังจาการได้ผ่านการคัดเลือกเฟ้นคุณสมบัติถูกต้องและผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่าอุปสมบทกรรมครบถ้วนตามพระวินัยแล้ว ใช้เรียกพระสงฆ์ที่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผล เช่นพระสงฆ์ทั่วไปในปัจจุบัน ถ้าได้บรรลุมรรคผลแล้ว เช่นเป็นพระโสดาบัน <span style='color:red'>แม้จะเป็นฆราวาส ก็เรียกว่า อริยสงฆ์</span>

ที่มา วิกิเพีย



พระสงฆ์หมายถึงอะไร

พระสงฆ์ หมายถึง หมู่พระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เรียนรู้พระธรรม แล้วปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ดำเนินตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้
พระสงฆ์ ทำหน้าที่เป็นศาสนทายาท คือ เป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการรักษามรดกของพระพุทธองค์ คือ พระธรรม แล้วนำออกเผยแพร่สั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามสืบๆ กันมา โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ทำให้ผู้ที่เกิดมาภายหลังยังมีโอกาสพบพระพุทธศาสนาด้วย

พระสงฆ์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) อริยสงฆ์ 2) สมมติสงฆ์
ประเภทอริยสงฆ์ เป็นพระสงฆ์แท้ ๆ เป็นรัตนะโดยสมบูรณ์แล้ว หมายถึง พระสงฆ์สาวกผู้ยอมเสียสละชีวิตเป็นพุทธบูชา ตั้งใจปฏิบัติธรรมตามแนวมรรคมีองค์ 8 ซึ่งย่อแล้วคงเหลือเพียง 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างเคร่งครัด จนกระทั่งกาย วาจา ใจ สงบ เข้าถึงธรรมกายในตน แล้วอาศัยธรรมกายนั้นพิจารณาสรรพสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นภาวะต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ตรัสรู้อริยสัจ 4 หมดกิเลส หมดทุกข์ เป็นผู้ประเสริฐตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระอานนท์ เป็นต้น

ประเภทสมมติสงฆ์ คือ พระสงฆ์สาวกผู้ยังไม่หมดกิเลส แต่กำลังศึกษาพระธรรม ปฏิบัติธรรม ปรารภความเพียรเพื่อความหมดกิเลสเศร้าหมองต่าง ๆ อยู่ ซึ่งได้แก่ พระสงฆ์ทั่ว ๆ ไปที่เราพบเห็น
พระสงฆ์ โดยเฉพาะประเภทอริยสงฆ์ ได้ชื่อว่า
1) เป็นผู้ปฏิบัติดี ได้แก่ ปฏิบัติธรรมไปตามทางสายกลาง ซึ่งประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 คือ ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป จนกระทั่งธรรมกายเกิดขึ้นในตัวและเข้าถึงธรรมกายนั้นถูกต้องตามหนทางที่พระ พุทธเจ้าดำเนินมาก่อนแล้ว
2) เป็นผู้ปฏิบัติตรง ได้แก่ ปฏิบัติตรงตามพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่นอกธรรม นอกวินัย เช่นเดียวกับลูกที่อยู่ในโอวาทของพ่อแม่
3) เป็นผู้ปฏิบัติถูกทาง ได้แก่ ปฏิบัติเพื่อมุ่งความหมดกิเลสอย่างเดียว ไม่สนใจยินดีต่อลาภสักการะ ชื่อเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น
4) เป็นผู้ปฏิบัติชอบ ได้แก่ ปฏิบัติอบรมตนให้มีกิริยามารยาทงาม มีถ้อยคำงดงามดีเลิศ

พระสงฆ์ ผู้เป็นอริยสงฆ์ จึงเป็นแบบอย่างแท้จริงแห่งผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามพระพุทธเจ้าของชาวโลก เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปสาทะ เป็นแรงจูงใจให้ชาวโลกสนใจและศึกษาพระธรรม ต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงธรรมกาย เป็นนาบุญของชาวโลก เป็นแหล่งปลูกฝังเผยแพร่ความดีที่ยอดเยี่ยมของชาวโลก เป็นสัญลักษณ์แห่งความดี ความบริสุทธิ์ และความสงบ

พระสงฆ์ ผู้เป็นอริยสงฆ์ แบ่งออกตามความสามารถในการละกิเลสได้ 4 ประเภท คือ
1) พระโสดาบัน ละกิเลสขั้นต่ำได้ ยังจะต้องเวียนว่ายเกิดในมนุษยโลกเพื่อทำความเพียรต่ออีก แต่ไม่เกิน 7 ชาติ จึงจะหมดกิเลสได้เด็ดขาด
2) พระสกิทาคามี ละกิเลสชั้นกลางได้ จะมาเกิดเพื่อทำความเพียรในมนุษยโลกอีกเพียงชาติเดียวก็จะหมดกิเลสเข้าพระนิพพาน
3) พระอนาคามี ละกิเลสชั้นสูงได้ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็จะเลิกครองเรือน ตายไปแล้วเกิดในพรหมโลก ไม่กลับมาเกิดในมนุษยโลกนี้อีก จะทำความเพียรต่อและบรรลุอรหัตตคุณเป็นพระอรหันต์ที่พรหมโลกนั้น
4) พระอรหันต์ ละกิเลสได้หมดเด็ดขาดทุกชนิด เมื่อสิ้นชีวิตแล้วธรรมกายก็เข้าสู่พระนิพพานตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
ผู้ใดตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมตามพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นั้นย่อมประสบแต่ความดี ความบริสุทธิ์ ความสงบ และความเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไป สมควรจะได้รับขนานนามว่าเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง

ที่มาhttp://www.kmutt.ac.th/buddhism/articles.php?article_id=6
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 8:17 am

เขาสรุปมานานแล้วค่ะว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และตรรกวิทยา

ตั้งแต่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึงปฐมของการกำเนิดมนุษย์ทุกผู้ว่า ปฐมํ กลฺลํ
นักวิทยาศาสตร์มาพบหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปสองพันกว่าปีแล้วว่า
ที่พระองค์กล่าวไว้ (ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ฉบับพญาลิไท) นั้น คือการปฏิสนธิ

เพียงแต่ว่า บุคคลที่ถูกยกย่องว่าฉลาด(เพราะเป็นนักวิทยาศาสตร์) เหล่านั้น
ในตอนนั้นไม่มีใครสนใจศาสนาพุทธ และมัวแต่วุ่นวายอยู่กับการค้าคว้าของตัวเอง
แล้วประกาศถึงการค้นพบของตัวเอง
พวกเขาเหล่านั้นมาพบที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ หลังจากที่ตัวเองบอกว่า ค้นพบที่มาของมนุษย์

เช่นเดียวกับที่พระพุทธองค์กล่าวถึงว่า มนุษย์เรานั้นประกอบด้วย กายและจิต
นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังมาบอกว่า Body and Mind
แปลจากความเข้าใจของบาลีนั้น ร่างเป็นมวลสาร แต่จิตเป็นพลังงาน
นี่พระองค์ก็พบมานาน ก่อนนักวิทยาศาสตร์

เพราะฉะนั้น ใครอยากเรียนวิทยาศาสตร์แล้วเก่งบาลี
ก็เรียนได้จากพระพุทธศาสนา
เพียงแต่ว่า พระองค์ทรงกล่าวถึง เทพ นรก สวรรค์ ไว้ด้วย
ถ้สอยากเป็นคนทันสมัยก้ไปนั่งเลคเช่อร์ในคลาสของโปรเฟสเซ่อร์
ดูแล้วโก้กว่าที่หญิงป้าเคยทำตอนเป็นนักศึกษา

คือเอาพระธรรมของพระองค์มานั่งอ่าน คู่กับวิทยาศาสตร์ที่ตัวเองเข้าเลคเช่อร์

แล้วก็พบว่า พระองค์ปรินิพพานไปตั้งสองพันกว่าปี
แต่พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าเป็นอินฟินิตี้
และที่พระองค์กล่าวไว้เป็นสมบัติโลกในศาสนาของพระองค์นั้น ไม่เคยล้าสมัย

หญิงป้าจึงขอเป็นมนุษย์ไฮเทคย้อนยุด
เพราะไฮเทคตามรอยพระพุทธองค์ สามารถทำให้หญิงป้าเห็นจริงได้ว่า
ไม่มีอะไรจะยั่งยืน และพระองค์เท่านั้นที่สามารถสอนให้หญิงป้า มองเห็นทางปล่อยวาง
เพื่อจะพ้นทุกข์จากตัวเราเป็นผู้ก่อให้เราทุกข์ และจากมนุษย์อื่นที่เป็นผู้ก่อให้เราทุกข์
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 8:28 am

Beminds เขียน: <span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:red'>จากหนูหนิงของคุณ ญ ป้าคะ</span></span>

<span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:red'>หนุงหนิง</span></span> จ้ะ ไม่ใช่หนูหนิง
ฮาาาาาาาาาาาาา
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย tAd natchadapOrn » เสาร์ ก.พ. 05, 2011 8:52 am

หนูป้อม ข้อความนี้เขียนขึ้นเมื่อ Today at 02:37 am
ในการขออโหสิกรรมต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่ ครูอาจารย์นั้น บางท่านก็จัดเตรียมดอกไม้ พานธูปเทียนแพ โดยมอบ หรือถวายดอกไม้ พานธูปเทียนแพนั้นแก่ท่านที่เราขอให้ยกโทษให้ แล้วจึงกล่าวคำขอขมา แต่วัตถุก็เป็นเพียงเครื่งอประกอบพิธีกรรม สิ่งสำคัญที่สุดในการขออโหสิกรรมคือใจที่สำนึกว่าได้กระทำกรรมใดโดยมิได้ สำรวมระวังต่อผู้อื่นทั้งที่เจตนา และมิได้เจตนา และเห็นโทษของกรรมนั้น แล้วจึงขอให้เขาอโหสิกรรมให้ ซึี่งนับเป็นกุศลเพราะเราได้สละ ละ คลาย อัตตา ความถือตัว ถือตนลง เป็นการแสดงการยอม เป็นความอ่อนน้อม เป็นความละเอียดสวยงามของจิตใจ

ที่ผ่านๆมาเคยมีปัญหาเจ็บคอ มาตลอด ทั้งเจ็บและรำคาญ
จะเป็นมากตอนเริ่มพูดมากๆขึ้น นอนก็ทรมานกลืนน้ำลายก็ลำบาก
คิดไปว่าคงเป็นเพราะอากาศเปลี่ยน+ฮีทเตอร์ในห้องนอน และสาเหตุุต่างๆ...
แต่มันเหมือนเรื้อรังเป็นๆหายๆ จึงไม่อยากกินยา ตอนเจ็บจึงเพ่งคิดไป ๆ......

นี่คงเป็นกรรมเกี่ยวกับการพูดแน่ๆ จริงสิ สมัยก่อนเราพูดโกหกกับพ่อแม่ไว้มาก
ทำให้ท่านผิดหวังเสียใจมากๆ ความจริงสำนึกมานานแล้ว แต่ไม่เคยขอขมาท่าน

สิงหาที่แล้วกลับไทย วันแม่พอดี จึงได้สั่งทำพวงมาลัยร้อยพิเศษเพื่อท่าน
กราบแนบเท้าขอขมาคุณแม่ในทุกเรื่องที่ทำให้ท่านเสียใจ
ท่านอโหสิกรรมให้ และอวยพร.....
วันนั้นจนวันนี้ อาการเจ็บคอในแบบที่เคยเป็น ไม่เกิดขึ้นอีกเลย จนตัวเองแปลกใจ
เมื่อก่อนสวดมนต์ยาวๆหน่อย เปล่งเสียงก็เจ็บแล้ว ตอนนี้ไม่มีปัญหาเลยEM134
<span style='color:gray'><i><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>วาง&deg;&deg;&deg;เบา&deg;&deg;&deg;ว่าง</span></i></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
tAd natchadapOrn
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 516
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 08, 2009 6:31 pm

โพสต์โดย ป้าติ๋ม » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 1:19 pm

เคยได้ดูในรายการ 84000 tv5 เหมือนที่น้องทัดเล่าเลย แล้วเขาขออโหสิกรรมชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นเรื่องที่แปลกมากๆนะเลย
................................................ฉันมีความสุขเล็กเล็กในใจฉัน..........................................
ภาพประจำตัวสมาชิก
ป้าติ๋ม
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 282
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 21, 2010 4:26 pm

โพสต์โดย PHAN » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 1:38 pm

ป้าติ๋ม เขียน: เคยได้ดูในรายการ 84000 tv5 เหมือนที่น้องทัดเล่าเลย แล้วเขาขออโหสิกรรมชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นเรื่องที่แปลกมากๆนะเลย

กลับบ้านครั้งที่แล้ว ว่าจะทำก็ไม่ได้ทำสักที ยุ้งอย่างอื่นกันไปหมด จนไม่มีเวลา (ทั้งบ้าน คือกลับบ้านแต่ละครั้งก็ไปทำงานหรือทำธุระ) ปีนี้ว่าจะกลับ เดือน เมษายน วันรวมญาติ การขอขมานี้ มีการกล่าวแบบคร่าว ๆ ว่ายังไงบ้างคะ หรือว่ากล่าวได้เลย จริง ๆ จำได้ตอนเป็นเด็ก จะทำวันแม่ วันพ่อและวันครู ตลอดทุกปี ปีนี้ว่าจะตั้งใจทำไห้ได้คะหลังจากพลาดมาหลายโอกาส
<img src='http://i.imgur.com/DNncB.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br><a href='http://olddreamz.com/bookshelf/properties/propcon2.html' target='_blank'>พูดดี ทำดี คิดดี</a><br><br><a href='http://www.consumerthai.org/main/index.php' target='_blank'><span style='font-size:10pt;line-height:100%'>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</span></a><br><br><a href='http://dodee2011.blogspot.com/' target='_blank'>เคล็ดลับในครัว</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHAN
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1485
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. พ.ค. 07, 2009 6:54 am

โพสต์โดย Puimek » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 2:02 pm

tAd natchadapOrn เขียน:
หนูป้อม ข้อความนี้เขียนขึ้นเมื่อ Today at 02:37 am
ในการขออโหสิกรรมต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่ ครูอาจารย์นั้น บางท่านก็จัดเตรียมดอกไม้ พานธูปเทียนแพ โดยมอบ หรือถวายดอกไม้ พานธูปเทียนแพนั้นแก่ท่านที่เราขอให้ยกโทษให้ แล้วจึงกล่าวคำขอขมา แต่วัตถุก็เป็นเพียงเครื่งอประกอบพิธีกรรม สิ่งสำคัญที่สุดในการขออโหสิกรรมคือใจที่สำนึกว่าได้กระทำกรรมใดโดยมิได้ สำรวมระวังต่อผู้อื่นทั้งที่เจตนา และมิได้เจตนา และเห็นโทษของกรรมนั้น แล้วจึงขอให้เขาอโหสิกรรมให้ ซึี่งนับเป็นกุศลเพราะเราได้สละ ละ คลาย อัตตา ความถือตัว ถือตนลง เป็นการแสดงการยอม เป็นความอ่อนน้อม เป็นความละเอียดสวยงามของจิตใจ



นี่คงเป็นกรรมเกี่ยวกับการพูดแน่ๆ จริงสิ สมัยก่อนเราพูดโกหกกับพ่อแม่ไว้มาก
ทำให้ท่านผิดหวังเสียใจมากๆ ความจริงสำนึกมานานแล้ว แต่ไม่เคยขอขมาท่าน

สิงหาที่แล้วกลับไทย วันแม่พอดี จึงได้สั่งทำพวงมาลัยร้อยพิเศษเพื่อท่าน
กราบแนบเท้าขอขมาคุณแม่ในทุกเรื่องที่ทำให้ท่านเสียใจ
ท่านอโหสิกรรมให้ และอวยพร.....
วันนั้นจนวันนี้ อาการเจ็บคอในแบบที่เคยเป็น ไม่เกิดขึ้นอีกเลย จนตัวเองแปลกใจ
เมื่อก่อนสวดมนต์ยาวๆหน่อย เปล่งเสียงก็เจ็บแล้ว ตอนนี้ไม่มีปัญหาเลยEM134

ขอบคุณ<span style='color:red'>น้องป้อม น้องทัด</span> และทุกคอมเม้นท์
ที่ช่วยให้ปุยคิดได้ว่าตัวเองก็เป็นเด็กดื้อของพ่อแม่มาตลอด
ไม่ใช่แค่ดื้อ... แต่ยังเถียง แม่บอก "เถียงคำไม่ตกฟาก"
ไม่รู้แปลว่าอะไร รู้แต่ว่าไม่ดีแน่ๆ...
ทั้งยังเคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง แม่ร้องไห้ พ่อเสียใจ
เพราะความดื้อของเราเป็นเหตุ...

แต่ความที่พ่อแม่รักเรา ท่านว่ากล่าวตักเืตือนแล้ว..ก็แล้วไป
แต่เราไม่เคยขอโทษ ขอขมาอย่างจริงจัง มีแต่พูอว่า
"ขอโทษค่ะแม่" "ขอโทษค่ะพ่อ"... คิดว่าคงไม่พอ

ปีใหม่ไทยนี้มีโอกาสอยู่เมืองไทย จะทำอย่างที่น้องทัดทำ
และอย่างที่<span style='color:red'>น้องปาน</span>วางแผนว่าจะทำ...
กราบขอโทษพ่อ... กราบขอโทษแม่ หวังว่าแม่คงรับรู้

ใครที่พ่อแม่ยังอยู่ อย่ารอจนต้องให้ขอกันทางธูปแบบปุยนะคะ
<img src='http://i862.photobucket.com/albums/ab189/puimek09/robert%20redford/ottawa-1.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
Puimek
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2117
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 06, 2009 8:14 pm

โพสต์โดย tAd natchadapOrn » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 2:09 pm

สำหรับตัวพี่เองนะน้องปาน บอกไปเลยตรงๆจากใจ
ว่าลูกขอโทษไม่ว่าเหตุการณ์ใด วันใดๆที่ผ่านมาลูกทำสิ่งใดให้ท่านไม่พอใจ...
ไม่ถูกไม่ควร ล่วงเกินท่าน ทั้งทางกายวาจาใจ ขอให้ท่านอโหสิกรรม ยกโทษให้ด้วย สำคัญที่ความตั้งใจเรามากกว่า ปีนี้ถ้าได้กลับอีก ก็ว่าจะทำอีก และอยากจะกอดท่านด้วย...
คือ อายจังที่จะบอกว่าไม่เคยกอดแม่เลย

ป้าติ๋มคะ ทัดว่าอะไรที่เราทำไว้กับพ่อแม่ มันก็ย้อนกลับมาทางลูกเรา
หรือสามี คนที่เรารักเสมอ ทำอะไรก็จะติดขัด ไม่พบความสำเร็จ
ทัดเนี่ย เมื่อก่อนตอนอายุ20กว่าๆทำให้พ่อแม่เสียใจเยอะเลยล่ะ
รับกรรมมาแล้วค่ะ พอมาอยู่ฝรั่งเศสกรรมก็ยังตามมาให้ชดใช้
กว่าจะสำนึกได้ ก็ตอนเริ่มสนใจธรรมะ ศึกษากฏแห่งกรรม &nsbp; &nsbp;
<span style='color:gray'><i><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>วาง&deg;&deg;&deg;เบา&deg;&deg;&deg;ว่าง</span></i></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
tAd natchadapOrn
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 516
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 08, 2009 6:31 pm

โพสต์โดย Puimek » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 2:13 pm

หญิงป้า เขียน: เขาสรุปมานานแล้วค่ะว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และตรรกวิทยา

แล้วก็พบว่า พระองค์ปรินิพพานไปตั้งสองพันกว่าปี
แต่พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าเป็นอินฟินิตี้
และที่พระองค์กล่าวไว้เป็นสมบัติโลกในศาสนาของพระองค์นั้น ไม่เคยล้าสมัย


<span style='color:green'>มีชาวพุทธหลายคนไม่ยอมรับข้อนี้ พอฝรั่งบอกว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนา
แต่เป็นปรัชญา เป็นตรรกที่สูงส่ง ค้นพบโดบมหาบุรุษ(ที่เป็นมนุษย์)ชื่อสิทธารถะ
คนไทยพุทธที่นี่โกรธ หาว่าลบหลู่ศาสนา... ปุยเคยไปคุยกับเขาแล้วบอกว่า
เราควรเป็นฝ่ายบอกฝรั่งด้วยซ้ำไปในสัจธรรมข้อนี้ และควรดีใจ
คำสอนของพระพุทธองค์ไม่เคยล้าสมัย เป็น อกาละ อกาลิโก
คือไร้กาลเวลา กาลเวลาที่เปลี่ยนไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมะ
หรือสัจธรรมของพระพุทธองค์...

ส่วนความจริงที่ว่าพระองค์เป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าเขาไปโกรธกันทำไมในเมื่อมันคือความจริง
พุทธประวัติก็ศึกษากันมาตั้งแต่เด็ก รู้ๆ อยู่ว่าท่านมีกำเนิดเป็นเจ้าชาย
ท่านก็เป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อเหมือนเรา เกิด แก่ เจ็บ และตาย...เหมือนเรา
เพียงแต่สิ่งที่ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป คือปัญญา... และท่านก็ชี้ทางไว้ให้เราแล้ว
ว่าถ้าต้องการเดินสู่หนทางแห่งปัญญา ให้เดินทางไหน...

คนไทยหลายคนโกรธปุยไปเลย... ยังงงตัวเอง ว่าทำอะไรผิด
</span>
<img src='http://i862.photobucket.com/albums/ab189/puimek09/robert%20redford/ottawa-1.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
Puimek
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2117
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 06, 2009 8:14 pm

โพสต์โดย tAd natchadapOrn » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 2:15 pm

นั่นสิ<span style='color:red'>พี่ปุย</span> ทัดเองก็ต้องขอขมาพ่อ โดยการจุดธูปเช่นกัน สายไปซะแล้ว
<span style='color:gray'><i><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>วาง&deg;&deg;&deg;เบา&deg;&deg;&deg;ว่าง</span></i></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
tAd natchadapOrn
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 516
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 08, 2009 6:31 pm

โพสต์โดย PHAN » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 2:22 pm

Puimek เขียน:
หญิงป้า เขียน: เขาสรุปมานานแล้วค่ะว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และตรรกวิทยา

แล้วก็พบว่า พระองค์ปรินิพพานไปตั้งสองพันกว่าปี
แต่พระองค์ทรงรู้ล่วงหน้าเป็นอินฟินิตี้
และที่พระองค์กล่าวไว้เป็นสมบัติโลกในศาสนาของพระองค์นั้น ไม่เคยล้าสมัย


[color=green]มีชาวพุทธหลายคนไม่ยอมรับข้อนี้ พอฝรั่งบอกว่าพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนา
แต่เป็นปรัชญา เป็นตรรกที่สูงส่ง ค้นพบโดบมหาบุรุษ(ที่เป็นมนุษย์)ชื่อสิทธารถะ
คนไทยพุทธที่นี่โกรธ หาว่าลบหลู่ศาสนา... ปุยเคยไปคุยกับเขาแล้วบอกว่า
เราควรเป็นฝ่ายบอกฝรั่งด้วยซ้ำไปในสัจธรรมข้อนี้ และควรดีใจ
คำสอนของพระพุทธองค์ไม่เคยล้าสมัย เป็น อกาละ อกาลิโก
คือไร้กาลเวลา กาลเวลาที่เปลี่ยนไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงธรรมะ
หรือสัจธรรมของพระพุทธองค์...

ส่วนความจริงที่ว่าพระองค์เป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าเขาไปโกรธกันทำไมในเมื่อมันคือความจริง
พุทธประวัติก็ศึกษากันมาตั้งแต่เด็ก รู้ๆ อยู่ว่าท่านมีกำเนิดเป็นเจ้าชาย
ท่านก็เป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อเหมือนเรา เกิด แก่ เจ็บ และตาย...เหมือนเรา

อยากรู้จังคะพี่ปุยว่าทำไม่ชาวพุทธที่ไม่ยอมรับข้อนี้เหตุผล เขาอ้างอิงว่ายังไงบ้าง คะ โดยส่วนตัวและความเห็นแล้ว ปานก็ว่าอย่างที่พี่ปุยว่า เกิดแก่เจ็บตาย
<img src='http://i.imgur.com/DNncB.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br><a href='http://olddreamz.com/bookshelf/properties/propcon2.html' target='_blank'>พูดดี ทำดี คิดดี</a><br><br><a href='http://www.consumerthai.org/main/index.php' target='_blank'><span style='font-size:10pt;line-height:100%'>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</span></a><br><br><a href='http://dodee2011.blogspot.com/' target='_blank'>เคล็ดลับในครัว</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHAN
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1485
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. พ.ค. 07, 2009 6:54 am

โพสต์โดย หนูป้อม » อาทิตย์ ก.พ. 06, 2011 2:26 pm

<a href='http://www.youtube.com/watch?v=DibqtMx5K1I' target='_blank'>แม่ชีทศพร การแก้กรรมกับบุพการี</a>

<a href='http://www.youtube.com/watch?v=dTBdZdoQH7k' target='_blank'>ผลของการกระทำกับบุพการี</a>

<a href='http://www.youtube.com/watch?v=VqBTomammyc&feature=related' target='_blank'>กรรมของการว่าแม่</a>

<a href='http://www.youtube.com/watch?v=_XxESXntV3s&feature=related' target='_blank'>ก้าวร้าวกับพ่อแม่</a>


<a href='http://www.youtube.com/watch?v=HtfWrzfw9oE&feature=related' target='_blank'>จิตล่วงเกินพ่อแม่</a>


<a href='http://www.youtube.com/watch?v=c-Pk_gBUTEY&feature=related' target='_blank'>แม่.....เงียบไปเหอะ</a>

<a href='http://www.youtube.com/watch?v=AC0wZRSROzg&feature=related' target='_blank'>พ่อแม่รักลูกลำเอียง</a>

<a href='http://board.palungjit.com/f8/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B2-92444.html' target='_blank'>เคล็ดการขอขมากรรมกับบิดามารดา</a>
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน