ป้าติ๋มกลับถึงบ้านอาบน้ำแล้วเข้านอนเลย มันเหนื่อยมากๆ พอวันรุ่งขึ้นไม่ได้ไปเยี่ยมเขาแต่โทรไปถามอาการบอกว่าหมอมาปลุกขึ้นเขียงราวๆเที่ยงคืน ผ่าพุงตอนเที่ยงคืนครึ่ง แต่แผลเย็บไม่ได้เพราะว่าไส้มันแตกต้องให้แผลที่ไส้หายดีจึงจะเย็บไส้ได้ วันหลังไปเยี่ยมพร้อมเพื่อนๆ หน้าตาเพื่อนต่างวัยป้าติ๋มดีขึ้นยิ้มแย้มพูดเป็นต่อยหอยได้ เธอเล่าว่าถ้าวันนั้นป้าติ๋มไม่ทำอาการแปลกๆที่ตัวเธอ ก็ถามว่าทำไม เพราะเราก็อยากรู้ ตั้งกะเรียนมาจับหัวลูกกะหลาน2 ครั้งได้มั้งให้หายปวดศีรษะเท่านั้น ลูกกะหลานว่าดีขึ้นไม่รู้เอาใจแม่กะป้าหรือเปล่า เพื่อนเล่าว่าพอป้าติ๋มวางมือเขาที่ท้อง บริเวณนั้นเขาเกิดอาการอุ่นขึ้นๆจนร้อนและร้อนมาก ร้อนไปถึงไส้ที่ไม่รักดีของเขา มันบรรเทาอาการปวดได้แบบชะงัดและทำให้หลับไปแบบไม่รู้ตัวตั้งกะจับไปจนถึงหมอมาปลุกขึ้นเขียงน่ะแหละ เขาขอบคุณยกใหญ่ว่าไม่งั้นเขาคงทรมานกับอาการปวดเป็นสาหัส.....เพื่อนๆไม่กล้าถามหรอกค่ะ แต่ซุบซิบกันคงว่าป้าติ๋มเล่นคุณไสยแน่ๆ อิอิ
ที่นี่มาที่ป้าติ๋มสิ ก็คุยกะเพื่อนที่เป็นนายไปรษณีย์แห่งหนึ่งในจังหวัดเลยว่าเราอ้วนๆก็ต้องระวังเรื่องอาหารการกิน ไอ้เจ้าเพื่อนคนนี้บอกว่าป้า เรามาแข่งกันลดน้ำหนักไหม ป้าติมก็ว่าเอาซิแต่ปากไง
พอกลับถึงบ้านก็กินข้าวเย็นแต่น้อยตามด้วยผลไม้ เดินย่อยแป๊บเดียว มาเข้า facebook ที่นี้เปรี้ยวปากอยากขนมล้างคอไงทั้งที่แปรงฟันแล้วนะตอนนั้นราวๆ 2 ทุ่มได้ หันไปเห็นมะขามหวานแม่ที่เก็บจากต้นที่บ้านสวน แม่แกแกะเปลือกพร้อมทานได้ไว้ในโหล เท่านั้นมือเร็วเท่าความคิดหยิบใส่ปากเลย บอกไม่ได้กินหนมกินยาระบายท้อง เคี้ยวได้ 2 ที มีเสียงดังที่ข้างหูว่า กินไรอ่ะป้า...เออมันตกใจเพราะเป็นเสียงผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อและน้องเรา หันไปถามแม่ ว่าน้องชายมาพูดอะไร แม่ว่าไม่มี เออหลอน........ราวๆ สัก 3 ทุ่ม คุณน้องหมาพากันหอนแบบเว้นวรรค ขึ้นเมโลดี้อย่างหวานเลย จนสี่ทุ่มนิดๆ มานไม่เมื่อยคอหอยเหรอฟ่ะ ปล่อยมันบรรเลงไป ดังมั่ง เบามั่ง ป้าติ๋มเล่นเนตเพลินตีสองเพราะเนตเดี๋ยวติดเดี๋ยวหลุด....เข้านอนราวตี 2 ครึ่ง อ่ะนอนไม่ได้ท้องอืดแล้วหายใจไม่ได้เลยนะ...แน่นหน้าอก..หายใจไม่ได้เหมือนหัวใจกะปอดไม่มี ตายหล่ะหว่าเรา ภายในจมูกเกิดอาการแห้งลมไม่มีเข้าออก ปากพะงาบๆพยายามหายใจเข้า ลุกจากที่นอนเพราะระบบของร่างกายมันกำลังช่วยเหลือตัวเอง มันทำให้ต้องเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระหนักๆ ทำท่าเหมือนจะเรอและผายลม แต่มันแค่ครึ่งๆอ่ะ นึกออกม่ะ มันไม่ผลั๊วะออกลมบนลมล่าง โอ้ยทำไงมันมึนหัวสิ บอกตัวเองว่าล้วงคอให้ลมออก ทำเลย ลมแย่งกันออกเหมือนท่อน้ำแตกแต่สะเทอนมาถึงหน้าอกเลย จุก แล้วที่นี้หายใจไม่ได้อีกแล้ว
ทำไง มีสติบอกว่าไปเอากุญแจรถก่อน เผื่อเป็นไร เรียกน้อง ถ้าเราไม่คอยน้องชาย เราก็จะขับเข้าในเมืองเองไปโรงพะบาน ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าตั้งสติก่อน เอามือจับน่าอกตรงหัวใจบอกหัวใจว่าเต้นช้าๆนะเธอ ถ้าเต้นเร็วลมไม่เข้าเลือดไม่มีไปเลี้ยงหัวใจด้วยน้า มันเฃื่อฟังแต่ดื้ออยู่นาน หายใฝจได้บ้างแล้วแต่นาน....ทั้งเมื่อยทั้งง่วง เอาไงถามตัวเอง นอนเถิดนะนอนแล้วพุธเข้า โทออก ดีขึ้น กำหนดจิตให้สงบแล้วบอกว่าหลับเถิด..นานอยู่เหมือนกัน ได้ยินพ่อเปิดมุ้งลวด ก็กราบหมอนขอบคุณพระที่มีชีวิตรอดได้อีก 1 วัน
แต่งตัวมาทำงานพ่อกะน้องชายติดรถเข้ามาในเมืองด้วยพ่อจะไปปล้นแบงค์รับบำนาญที่อายุยืน
ในระหว่างที่ขับรถ อาการแน่นหน้าอกหายใจไม่ได้มันมาแบบใจเต้นรัวเร็วไม่กล้าบอกพ่อกลัวแกเป็นห่วง พยายามขับรถไปส่งที่แบค์แล้วกลับเข้าที่ทำงานเพราะมีงานค้างอยู่ เชื่อไหมว่าทำไม่ได้ หายใจไม่ได้ บอกเด็กช่างฯใน office ไปส่งป้าที่ รพ.เลยหน่อย บอกหัวหน้าว่าข้าน้อยเปื่อยขอไปโรงพะบาน เขาก็ออกจะงงกัน แต่ตอนนั้นไม่คิดไรแล้วเราไปเหอะเดี่ยวมีไรที่โรงพะบาน
พนักงานเข็นเตียงคนไข้ฉุกเฉินก็มี พยาบาลก็มี ออกซิเจก็คงมีนะถ้ามันนึกได้ พอถึง รพ. เด็กที่ไปส่งถามว่าป้าผมไปส่งหาหมอเลยไหม บอกกลับเหอะยังไหว ทำเก่งนะ ใจคิดถึงลูก...ลูกจะเสียใจไหมถ้าไม่มีแม่อีกคน...บอกใจว่ายังตายไม่ได้...มีภาระรออยู่ทั้งบุญทานก็ยังทำได้น้อยนิดไม่ถึงกระพีกของกรรมเลย ชดใช้ก่อนดีกว่า การได้นั่งรออะไรๆที่เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้สั่งการไม่ได้น่มันทำให้เรามีเวลาคิดเพลินๆ ลืมเจ็บลืมป่วยได้เหมือนกัน เมืองไทยเราไม่ว่าที่ไหนๆวันจันทร์นี่ไม่ต้องพูดไม่รู้จะมาชุมนุมอะไรกันมากมาย ในวันนั้นเห็นคนป่วยญาติคนป่วยมากมายพะเรอเกวียน เออหนอสังขาร เห็นพยายาม(พยาบาล)บางเดินเดินถรูดบิดถรูดเบี้ยวขวักไขว่เรียกคนไข้ตรวจวัดน้ำหนักความดัน เพลินไปลืมอาการป่วยหายใจได้ต้องขอบคุณถรูดพยาบาลที่เรามองจนเพลิน หายใจได้จะกลับเข้าทำงานดีไหมเพราะงานช่วงนี้เยอะ แต่อีกใจบอกว่าไหนๆมาแล้วก็ให้หมอตรวจไปเลย น้ำตาล เบาหวาน ความดันทุรังอะไรนี่ หัวใจนี่มันเป็นไงไม่ยอมจะทำงาน ถึงคิวป้าติมหมอบอกไปเอ็กซ์แล้วเรย์มาด้วย เสร็จแล้วไปเจาะเลือด แล้วไปตรวจคลื่นหัวใจ



