ตอนนี้พวกแหล่งเงินกู้ทั้งหลายส่งเมลมาเสนอให้กู้เงินซื้อร้าน ซื้อบ้าน ยอดวงเงินสูงถึง หกแสนเหรียญ แต่ยายหนูจะไม่กระโดด กลัวล้มค่ะ จะค่อยๆก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง และรอบคอบ คอยพัฒนาธุรกิจให้เดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ จะปล่อยให้มันหยุดอยู่กับที่ไม่ได้..
อีกอย่าง ยายหนูมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตเพิ่มอีกหลายชีวิตที่เมืองไทย ไม่ไช่ลูกๆค่ะเพราะเขาพอหาเลี้ยงครอบครัวกันเองได้ ยายหนูคอยให้บ้างบางครั้งที่เขาเดือดร้อน ไม่ไช่แม่ เพราะแม่นั้น ยายหนูส่งอยู่แล้วตั้งแต่สมัยอยู่ฮ่องกงจนทุกวันนี้ 10กว่าปีแล้ว แต่เป็นผู้ที่มีพระคุณเคยช่วยเหลือเจือจุนมา ตอนนี้เขากำลังตกระกำลำบาก บางวันไม่มีข้าวสารจะหุงให้ลูกเมียกิน มันถึงเวลาแล้วที่ยายหนูจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เขาคือพี่ชายร่วมสายเลือดค่ะ...
<span style='color:red'>(แม่คนนั่งกลาง ไม่ไช่คนเสื้อดำนะ..เสื้อขาวนั่นแหละพี่ชายที่กำลังตกงาน อาชีพนักร้อง เล่นตลก จะไปพอกินอะไร ดีแต่ต้นๆ แต่พี่ชายคนนี้ก็ส่งน้องคนเล็กเรียนจนจบ ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่ ม.ขอนแก่น ส่วนพี่ชายอีกคนนั้นเป็นหัวหน้าไปรษณีย์โทรเลข ตอนนี้อยู่ดูแลใกล้ชิดแม่มากที่สุด เพราะบ้านใกล้กัน)</span>

แม่คือพระประจำบ้าน เป็นทั้งพระบูชาประจำใจ และพระสงฆ์ ที่ยายหนูจะต้องนำอาหารและปัจจัยไปถวาย บ้านคือวัดที่แม่พระองค์นี้อาศัยอยู่ จะต้องถวายปัจจัยเพื่อบำรุงวัด ช่วยค่าน้ำค่าไฟ
เมื่อต้นปีหลังคาก็ถูกพายุลมพัดจนเปิด นอนไม่ได้ ท่านอายุมากแล้วจะไปเอาเงินที่ไหนมาซ่อมแซม ถ้าเราไม่ส่งไปให้ ลูกหลานเหลนและบุคคลอื่นๆ เปรียบเสมือนลูกศิษย์วัด
เคยบอกให้แกมาอยู่บ้านที่ยายหนูซื้อ(หมู่บ้านจัดสรร)แกไม่อยากมา แกว่ามันเหงา อยู่แบบบ้านใครบ้านมันแกไม่ชอบ บ้านแกอยู่ติดตลาดสด ได้ออกกำลังกายเดินไปตลาดซื้อกับข้าวมาทำเลี้ยงหลานเหลนเอง และทุกๆวันจะมีเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมาก็จะแวะนั่งคุย แม่ก็จะเรียกพวกเขากินข้าว นี่แหละความสุขของแม่

ยายหนูซื้อคอมไว้ให้ที่บ้าน หลานจะเปิดให้แกได้คุยและเห็นหน้าตา แกช๊อบชอบ ยืนคุยกะยายหนูถือไม เหมือนกับว่า แม่กำลังร้องเพลงน่ะ..
แกอยากจะมาช่วยยายหนูทำกับข้าว พี่ชายแซวว่า "เดี๋ยวนี้แม่ฝีมือตกแล้ว ..." แกย้อน"ตกก็เก็บมาล้างใหม่ซีวะ" นี่แหละครอบครัวหรรษา เล่นมุขตลอด..
ทุกครั้งที่กลับบ้าน จะไม่มีความสุขเลย เมื่อเห็นคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือคนที่เรารู้จักเดือดร้อน ไม่มีจะกิน นี่แหละคือบุญทานที่ยายหนูทำอยู่ประจำโดยไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัด
หลายคนที่อยากจะไปทำบุญที่วัด เตรียมการณ์กันใหญ่เลยว่าจะทำอาหารคาวหวานอะไรดี บางคนถึงขั้นนอนไม่หลับเลยก็มี และวันนั้นๆกับข้าวที่ญาติโยมนำมาก็ล้วนแต่ทำกันมามากๆ แล้วก็ทำกันมาทุกคน กฐิน ผ้าป่า ใส่ตู้บริจาค ผ้าไตร จีวร (ไม่รู้ว่าพระมีกี่องค์)
อยากทราบว่า..คุณเคยนึกถึงพ่อแม่บ้างไหม ว่าวันนี้ท่านอยากจะกินข้าวกับอะไร ท่านมีเงินพอที่จะซื้อของในสิ่งที่ท่านอยากจะได้หรือไม่ ท่านมีเสื้อผ้าสวยๆใหม่ๆใส่ไหม และท่านสบายดีหรือป่าว.....วันนี้คุณบอกรักท่านหรือยัง ยายหนูบอกรักท่านแล้วค่ะ มือหนึ่งท่านถือไม อีกมือหนึ่งจับชายเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้ม.....ไอเลิฟยูทู 555 (จำที่ยายหนูสอนหลาน)
แต่ด้วยความที่เกรงว่าตัวเองอาจะพูดไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไรนัก เลยนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมาค้นหาแล้วก็ก๊อปเอามาฝากเพื่อนๆ
แม้พระดี ที่ดัง ขลังเป็นสิบ
แม้จะหยิบ นางพญา สุพรรณผง
พระขุนแผน แสนดัง ต้องถอยลง
แต่ก็คง จะแพ้ พ่อแม่เอย
การได้เลี้ยงดูพ่อแม่ ทางพระพุทธศาสนาจึงถือว่า เป็นการทำบุญกับพระอรหันต์เลยทีเดียว เพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า พ่อแม่ของลูกๆนั้น เปรียบเหมือนพระพรหม พระอรหันต์ การได้ดูแลอุปถัมภ์ท่านตามกำลังความสามารถอย่างเต็มที่แล้วนั่นแหละ เป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่สำหรับลูกๆ เราจึงไม่ควรมองข้ามพระผู้ประเสริฐที่อยู่ในบ้านของเรา
เวลาคิดอยากจะไปหาพระอริยสงฆ์ที่ไหน ตามสถานที่ต่างๆ ในเบื้องต้นต้องไม่ลืมพระที่อยู่ในบ้านของเรา คือพ่อแม่ของเรา ดูแลท่านให้ดีเสียก่อน ก่อนที่จะไปแสวงหาพระอริยสงฆ์ที่อื่นต่อไป เพราะบุญนั้นมีหลายระดับด้วยกัน
การดูแลพ่อแม่เราก็เป็นบุญอย่างหนึ่งเป็นบุญที่เกิดจาการเสียสละ รับใช้ผู้อื่น ส่วนบุญที่สูงกว่านี้ เราก็ต้องแสวงหาเหมือนกัน เช่นบุญที่เกิดจากการได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าได้พบพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีดวงตาเห็นธรรม แล้วได้ยินได้ฟังธรรมจากท่าน ก็จะเป็นคุณเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะท่านรู้จริงเห็นจริง สิ่งที่ท่านสอนล้วนเป็นความจริงทั้งหมด ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม ไม่ทำให้เราสงสัย หลงทาง ถ้าผู้สอนไม่รู้จริงเห็นจริง แล้วสอนไปตามความคาดคะเน ก็จะไม่สามารถสอนตามความจริงได้ ผู้ฟังก็จะไม่สามารถรับประโยชน์จากคำสอนได้ เหมือนกับคนที่ไม่รู้ทาง ย่อมบอกทางให้กับผู้อื่นไม่ได้ เหมือนคนตาบอดชี้ทางให้กับคนตาบอด
การทำบุญกับพระอริยสงฆ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ก็ไม่ควรมองข้ามพระอรหันต์ที่อยู่ที่บ้าน พยายามดูแลท่านให้ดี ให้ความเคารพกับท่าน ท่านสั่งสอนท่านพูดอะไร เราก็ควรน้อมเอาเข้ามาใส่จิตใส่ใจ ถึงแม้จะไม่ถูกอกถูกใจ ก็อย่าไปเถียงพ่อเถียงแม่ ไม่ชอบก็ฟังไว้เฉยๆก็แล้วกัน แล้วนำเอาไปพินิจพิจารณา ถ้าเห็นว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้นไม่ถูกต้องตามหลักธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เช่นเรามีสามีหรือมีภรรยาแล้ว แต่พ่อแม่อยากจะให้เราได้คนใหม่มาแทนสามีแทนภรรยาที่เรามีอยู่แล้ว อย่างนี้ถ้าพิจารณาตามหลักธรรมแล้ว ก็ไม่ถูกต้อง เพราะผิดศีลข้อที่ ๓ ที่ให้ละเว้นจากการประพฤติผิดประเวณี ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต้องปฏิบัติตามที่พ่อแม่สั่งให้ทำ เพราะไม่ถูกต้องตามหลักธรรมนั่นเอง


